แม่ช้าง และลูกๆช้าง
ลูกช้างกำลังสนุก
ลูกช้างกับเพื่อนใหม่
ลูกช้างกำลังลองสิ่งใหม่
Slider

สวนสัตว์สงขลา จัดกิจกรรมวันช้างไทย 13 มีนาคมของทุกปี

สวนสัตว์สงขลา จัดกิจกรรมวันช้างไทย ณ ส่วนจัดแสดงช้าง ซึ่งวันที่ 13 มีนาคมของทุกปี กำหนดให้เป็นวันช้างไทย เพื่อให้ประชาชนรักช้าง หวงแหนช้าง ตลอดจนให้ความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลืออนุรักษ์ช้างไทย อีกทั้งเป็นการยกย่องให้เกียรติว่าเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติตั้งแต่อดีต

79.jpg
80.jpg
81.jpg
82.jpg

ความรู้เกี่ยวกับช้าง

ช้างป่า ช้างไทย

สวนสัตว์เชียงใหม่จัดงาน’วันช้างไทย’ หวังให้คนไทยเห็นความสำคัญของช้าง

สวนสัตว์เชียงใหม่จัดงาน'วันช้างไทย' หวังให้คนไทยเห็นความสำคัญของช้าง

13 มี.ค.61 สวนสัตว์เชียงใหม่จัดกิจกรรม วันช้างไทย ในวันที่ 13 มี.ค.61 ตามมติของคณะรัฐมนตรี เพื่อเป็นการยกย่องและให้เกียรติช้างที่มีความสำคัญต่อบ้านเมืองมาอย่างยาวนาน รวมทั้งเพื่อให้นักท่องเที่ยวร่วมกันอนุรักษ์และเห็นความสำคัญของช้างไทย

โดยนายวุฒิชัย ม่วงมัน รักษาการในตำแหน่งผู้อำนวยการสวนสัตว์เชียงใหม่ เล็งเห็นความสำคัญของช้างไทย จึงได้ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่สวนสัตว์เชียงใหม่จัดกิจกรรมนี้ขึ้นในวันที่ 13 มีนาคม ของทุกๆปี ภายในงานทางสวนสัตว์เชียงได้จัดกิจกรรมและนิทรรศการให้ความรู้มากมายแก่ประชาชนและนักท่องเที่ยว เพื่อเป็นการกระตุ้น และปลูกฝังจิตสำนึกในการอนุรักษ์ ช้างไทย สัตว์คู่บ้านคู่เมืองของไทยที่อยู่คู่กับเมืองไทยมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้มีการจัดนิทรรศการ ให้ความรู้เกี่ยวกับช้างแก่นักท่องเที่ยวและนักศึกษา  กิจกรรม  การประดิษฐ์สิ่งของต่างๆ  กิจกรรมวาดภาพระบายสี การเขียนรณรงค์อนุรักษ์ช้างไทย พร้อมเลี้ยงขันโตกผลไม้ต่างๆให้แก่ช้างที่จัดแสดงอยู่ภายในสวนสัตว์เชียงใหม่ กิจกรรมการแสดงประกอบเสียงดนตรีของ พังไชโยและลุงสนั่น  (ควาญช้างผู้ดูแลพังไชโย)  นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมพิเศษ “กดไลค์กดแชร์รูปภาพ” เพื่อลุ้นรับของรางวัลพิเศษจากทางสวนสัตว์เชียงใหม่

ช้างเป็นสัตว์ที่มีความสัมพันธ์และผูกพันกับวิถีชีวิตของคนไทยมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสมัยโบราณ ช้างเป็นพระราชพาหนะเคียงคู่   พระบารมีพระมหากษัตริย์ไทยทุกยุคทุกสมัย แต่ปัจจุบันคนไทยกลับเห็นคุณค่าและความสำคัญของช้างไทยลดน้อยลง ดังนั้น ทางสวนสัตว์เชียงใหม่จึงได้จัดนิทรรศการให้ความรู้และกิจกรรมต่างๆขึ้น เพื่อให้ประชาชนและนักท่องเที่ยวได้ตระหนักถึงความสำคัญ และการดำรงอยู่ของช้างไทย รวมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์เพื่อให้ประชาชนทุกคนหันมาช่วยกันอนุรักษ์ช้างและเห็นคุณค่าของช้างไทยให้มากยิ่งขึ้น

นักท่องเที่ยวที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรมและรับชมนิทรรศการวันช้างไทย สามารถเข้าชมได้ใน วันที่ 13 มีนาคม 2561 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ ส่วนจัดแสดงช้างเอเชีย ภายในสวนสัตว์เชียงใหม่

ศูนย์อนุรักษ์ช้างและมูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์จัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปี ระดมทุนกว่า 4 ล้านบาทเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับช้างปลดระวาง

ศูนย์อนุรักษ์ช้างและมูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์จัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปี ระดมทุนกว่า 4 ล้านบาทเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับช้างปลดระวาง
กรุงเทพฯ–22 ต.ค.–ไอทูซี คอมมิวนิเคชั่นส์

ผู้ก่อตั้งมูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์ โดย คุณแม่หทัย ศิริวิริยะกุล อาจารย์กนกทิพย์ ศิริวิริยะกุล และคุณ Chua Eng Eng ร่วมกับศูนย์อนุรักษ์ช้างทรัพย์ไพรวัลย์ จังหวัดพิษณุโลก จัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปีมูลนิธิ โดยมีคุณปรีชา อรรถวิภัชน์ ประธานกรรมการ บริษัท เกษตรไทย อินเตอร์เนชั่นแนล ชูการ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือกลุ่ม KTIS ให้เกียรติเข้าร่วมงาน โดยในงานดังกล่าวมีการเปิดประมูลโคมไฟช้าง โมเดลช้าง และรูปภาพช้างแม่ลูก รวมทั้งรับเงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา โดยสามารถรวบรวมเงินทุนจำนวนทั้งสิ้น 4,044,959 บาท สำหรับใช้ดำเนินกิจกรรมของมูลนิธิในการเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับช้างปลดระวางที่มูลนิธิได้ให้การช่วยเหลือ
อาจารย์กนกทิพย์ ศิริวิริยะกุล ประธานมูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์ กล่าวว่า รายได้ทั้งหมดจากการจัดงานโดยไม่หักค่าใช้จ่ายใดๆ ในครั้งนี้ ทางมูลนิธิจะนำไปในการดูแลช้าง โดยจะเป็นค่าอาหาร ค่าอุปกรณ์ ค่ายารักษาโรค รวมถึงการจัดกิจกรรมเรียนรู้เพื่ออนุรักษ์ช้างให้แก่เยาวชนที่สนใจ โดยตั้งแต่ต้นปี 2561 จนถึงปัจจุบัน มูลนิธิได้ช่วยเหลือช้างไปแล้วจำนวน 6 เชือก และได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับเยาวชนเกี่ยวกับการอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม โดยที่ผ่านมามีเยาวชนมากกว่า 200 คนที่เข้าร่วมโครงการ
ทั้งนี้ มูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์ จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2561 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนกิจกรรมของศูนย์อนุรักษ์ช้างทรัพย์ไพรวัลย์ ซึ่งเป้าหมายสำคัญ ได้แก่ การช่วยช้างที่ลำบาก เช่น ช้างที่ไม่ได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม ช้างที่ถูกใช้งานหนักเกินควร หรือช้างพิการ เป็นต้น โดยมูลนิธิและศูนย์อนุรักษ์ช้าง จะนำช้างเหล่านี้มาฟื้นฟูให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น พร้อมทั้งเผยแพร่ความรู้และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่สาธารณชนเกี่ยวกับการอนุรักษช้างและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจะเป็นการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้นให้กับช้าง สิ่งแวดล้อมและมนุษย์

ความรู้เกี่ยวกับช้าง

ช้างป่า

ศูนย์อนุรักษ์ช้างและมูลนิธิช้างทรัพย์ไพรวัลย์จัดกิจกรรมครบรอบ 1 ปี ระดมทุนกว่า 4 ล้านบาทเสริมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นให้กับช้างปลดระวาง

กิจกรรม “คืนความสุขให้ช้าง”

อยู่อย่างวิถีธรรมชาติปลอดพันธนาการ ณ ศูนย์บริบาลช้างบุญรอด (Boon Loot’s Elephant Sanctuary, BLES)

เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2559 องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก พร้อมด้วยโตโน่ ภาคิน คำวิลัยศักดิ์ ทูตขององค์กรฯ และสื่อมวลชน ได้ร่วมกันทำกิจกรรม “คืนความสุขให้ช้าง” อยู่อย่างวิถีธรรมชาติปลอดพันธนาการ ณ ศูนย์บริบาลช้างบุญรอด จ. สุโขทัย

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลกได้ดำเนินงานโครงการ Wildlife. Not Entertainers. มีจุดประสงค์เพื่อให้สัตว์ป่าได้ดำรงชีวิตอยู่ตามวิถีธรรมชาติ ตามที่พวกมันควรจะได้ใช้ชีวิตอยู่ แต่ในปัจจุบันสัตว์ป่าทั่วโลกถูกจับออกมาจากในป่า หรือถูกเพาะพันธุ์เพื่อนำมาใช้เพื่อความบันเทิงในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว พวกมันล้วนถูกพรากออกจากอกแม่ตั้งแต่ยังเล็ก ต้องทนทุกข์ทรมานในทุกขั้นตอนของการฝึกฝน ให้อดอาหาร ถูกจำกัดพื้นที่ด้วยการล่ามโซ่สั้นๆ หรือให้อยู่ในกรงที่พอดีตัว   ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ เพราะนี่คือวิธีที่จะทำให้สัตว์ป่าหวาดกลัว เชื่อฟังคำสั่ง ทำให้เชื่องจนสามารถมีปฏิสัมพันธ์กับมนุษย์ได้ สัตว์ป่าถูกบังคับให้แสดงและอาศัยอยู่ในที่จำกัดไปจนตลอดชีวิตขัยของพวกมัน

ดังนั้นองค์กรฯได้ริเริ่มการทำงานเพื่อปรับปรุงคุณภาพชีวิตของช้างในศูนย์ต่างๆ ให้มีชีวิตที่ดีขึ้น หลุดพ้นจากพันธนาการ  การทรมานทั้งปวง ให้สามารถมีชีวิตที่ใกล้เคียงอย่างธรรมชาติมากที่สุด องค์กรฯ จึงได้มีการพัฒนาการปรับปรุงคุณภาพชีวิตของช้างร่วมกับปางช้าง หรือศูนย์บริบาลช้างที่มีจุดมุ่งหมายอยากให้ช้างได้มีชีวิตอยู่อย่างวิถีธรรมชาติ ไม่ถูกล่าม ไม่ถูกบังคับหรือควบคุมด้วยขอสับ ดังนั้นองค์กรฯ จึงได้ทำงานร่วมกับศูนย์บริบาลช้างบุญรอด (Boon Loot’s Elephant Sanctuary, BLES) อ. ศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย เพื่อจัดทำเป็นโมเดล หรือปางช้างต้นแบบที่เป็นมิตรกับช้าง (Elephant Friendly Venue) ก่อนที่จะขยายไปยังปางช้างในจังหวัดอื่นๆ

ศูนย์บริบาลช้างบุญรอดเป็นปางช้างแห่งแรกในบ้านเราที่นำร่องร่วมโครงการนี้ โดยศูนย์บริบาลฯ นี้เป็นเสมือนบ้านที่ให้ความปลอดภัยแก่ช้าง ช่วยฟื้นฟูชีวิตช้างที่เคยถูกทารุณและทอดทิ้งจากอุตสหกรรมการบันเทิง ให้ได้รับการดูแล สามารถใช้ชีวิตที่เหลืออยู่อย่างตามวิถีธรรมชาติ อย่างที่ช้างควรจะได้รับ ไม่ต้องใช้งวงวาดรูป ตีกลอง เต้นระบำฮูลาฮู้ป เดินไต่บนลวดสลิงเส้นเล็ก หรือเล่นละครสัตว์เป็นตัวตลกให้ผู้คนหัวเราะ ช้างที่อาศัยในศูนย์บริบาลฯ นี้ ไม่ต้องแบกกูบหนักกว่า 50 ก.ก บนหลังเพื่อบริการให้คนนั่ง และไม่ถูกล่ามโซ่

องค์กรฯ ได้รับการสนับสนุนเงินทุนช่วยเหลือ จากบริษัทอมรินทร์พริ้นติ้งแอนด์พับลิชชิ่ง จำกัด (มหาชน) นิตยสารแพรว เซ็นทรัล เอมบาสซี่ และผู้ใหญ่ใจบุญในงานนิทรรศการภาพถ่าย “คิดถึงปอ” เมื่อเดือน เม.ย. – พ.ค. ที่ผ่านมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือช้างให้ได้รับสวัสดิภาพที่ดี ภายใต้โครงการ “Wildlife. Not Entertainers.” องค์กรฯ จึงได้จัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งเพื่อช่วยก่อสร้างรั้วไฟฟ้าเพื่อป้องกันไม่ให้ช้างเดินออกนอกเขต เพราะอาจได้รับอันตรายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืน ช้างที่นี่สามารถเดินได้อย่างอิสระปลอดภัยในพื้นที่ธรรมชาติหลายร้อยไร่ นอกจากนี้ เรายังมอบอาหารเสริมที่จำเป็นให้กับช้างที่นี่ด้วย  และร่วมกันลงมือปลูกต้นมะขามเพื่อให้เป็นอาหารช้างได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้เรายังจัดผลไม้มื้อพิเศษให้แก่ช้างได้กินอย่างเต็มอิ่ม 

องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ยังคงมุ่งมั่นสร้างพันธมิตรกับปางช้างในจังหวัดอื่นๆ เพื่อจะได้มีการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพชีวิตของช้างให้อยู่อย่างมีความสุขไม่ถูกทารุณทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อไป โดยคาดหวังว่าจะมีความร่วมมือกับปางช้างอื่นเพื่อพัฒนาปรับปรุงคุณภาพชีวิตของช้าง อีกอย่างน้อยหนึ่งปางช้าง ภายในปีนี้

ช้างเอเชีย/Asian Elephant (Elephas maximus)

ช้างเอเชีย
ช้างเอเชีย
ช้างเอเชีย

สิ่งที่น่าสนใจ :

ตัวผู้มีงาเรียกว่า “ช้างพลาย” แต่บางตัวไม่มีงาเรียก “ช้างสีดอ” ตัวเมียปกติไม่มีงาเรียก “ช้างพัง” แต่บางตัวอาจมีงาสั้น ๆ เรียกงาสั้นๆ นี้ว่า “ขนาย” หนังบริเวณลำตัวหนาราว 1.9-3.2 เซนติเมตร เป็นสัตว์กระเพาะเดียว มีฟัน 26 ซี่

ถิ่นอาศัย :

ช้างเอเชียพบในเนปาล บังคลาเทศ อินเดีย ศรีลังกา พม่า ไทย ลาว กัมพูชา มาเลเซีย สุมาตรา

อาหาร :

ไผ่ หญ้าพันธุ์ลำต้นสูง เถาวัลย์ และพืชลัมลุกตามพื้นดิน

พฤติกรรม :

อยู่รวมกันเป็นฝูง แต่ละฝูงจะมีตัวเมียเป็นจ่าฝูง เรียกว่า “แม่แปรก” ส่วนใหญ่ช้างออกหากินในเวลากลางคืน โดยจ่าฝูงจะเป็นผู้นำฝูงในการออกหากิน หาแหล่งน้ำหรือนำฝูงหนีศัตรู ช้างเป็นสัตว์ที่กินอาหารจุมาก ในขณะที่ช้างยังตื่นอยู่จะกินอาหารเกือบตลอดเวลา

สถานภาพปัจจุบัน :

สิ่งมีชีวิตที่ใกล้การสูญพันธุ์

อื่นๆ :

ช้างเป็นสัตว์ป่าชนิดแรกของไทยที่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายตามพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ช้างมีภัยคุกคามต่างๆ ได้แก่ การฆ่าช้างเพื่อเอางา ความขัดแย้งระหว่างคนกับช้าง การสูญเสียถิ่นอาศัย สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง

อนุกรมวิธาน

CLASS : Mammalia

ORDER : Proboscidea

FAMILY : Elephantidae

GENUS : Elephas

SPECIES : Elephas maximus

SUBSPECIES : Elephas maximus indicus

สถานะภาพทางการอนุรักษ์ : ใกล้สูญพันธุ์ ENDANGERED

อายุเฉลี่ย :

อายุยืนประมาณ 40-78 ปี

วัยเจริญพันธุ์ :

ช้างเอเชียผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุได้ 8 -12 ปี ตั้งท้องนาน 19 -21 เดือน ออกลูกครั้งละ 1 ตัว

ขนาดและน้ำหนัก :

น้ำหนักประมาณ 3-4 ตัน

มูลนิธิอนุรักษ์ช้างฯขอรับบริจาคช่วยช้างฝ่าวิกฤติโควิด-19

มูลนิธิอนุรักษ์ช้างฯขอรับบริจาคช่วยช้างฝ่าวิกฤติโควิด-19

สถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ระบาดหนักส่งผลกระทบต่อช้างทั่วประเทศอย่างรุนแรง แสงเดือน ชัยเลิศ ผู้อำนวยการศูนย์บริบาลช้างอ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ และเป็นประธานกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงใหม่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อุทิศกายและใจเพื่อดูแลเพื่อนร่วมโลกตัวใหญ่อย่างช้าง ขอรับบริจาคเงินผ่านมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม เพื่อระดมทุนช่วยเหลือควาญช้างและจัดซื้ออาหารให้ช้างทั่วประเทศ

ก่อนหน้านี้ ได้มีการนำเสนอข่าวการรับบริจาคเงินเพื่อช่วยเหลือช้าง กระจายไปตามช่องทางต่างๆเนื่องจากช้างหลายเชือกต้องกินหญ้าแห้งและต้นกล้วยเป็นอาหารหลัก หลังวิกฤติโรคไวรัสโควิด-19ที่ลุกลามไปทั่วโลก กระทบต่อรายได้ของปางช้างขนาดเล็กมานานหลายเดือน ทำให้เจ้าของช้างต้องแบกรับค่าใช้จ่าย ทั้งค่าจ้าง ควาญช้าง และ ค่าอาหารช้างจนส่งผลกระทบต่อการดูแลช้าง จึงเป็นที่มาของการขอรับบริจาคเงินผ่านมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม เพื่อระดมทุนช่วยเหลือช้างไทยทั่วประเทศ ซึ่งได้รับยอดเงินบริจาคกว่า 1 ล้านบาท โดยทางมูลนิธิฯ ได้ส่งความช่วยเหลือไปยังปางช้างต่างๆทั่วประเทศ รวมแล้ว 46 แห่ง แต่ก็ยังไม่เพียงพอมีเจ้าของปางช้างทยอยขอความช่วยเหลือเข้ามายังมูลนิธิฯ เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ทำให้มูลนิธิฯ ยังคงเปิดรับการบริจาคเงินจากผู้มีจิตศรัทธาและผู้ที่รักช้าง เพื่อให้ช้างได้มีชีวิตอยู่ต่อไป รวมทั้งได้เดินทางกลับท้องถิ่นเดิมอย่างปลอดภัย หากควาญช้างและช้างไม่สามารถมีรายได้จากนักท่องเที่ยว

แสงเดือน ชัยเลิศ ประธานกรรมการมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม หรือ Save Elephant Foundation เปิดเผยว่า มูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงใหม่ ได้รับการติดต่อมาจากคนเลี้ยงช้างที่ประสบปัญหาเรื่องอาหารช้าง มาแทบทุกภูมิภาคของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งครอบครัวคนเลี้ยงช้าง ที่กำลังจะนำช้างกลับบ้านตามภูมิภาคต่างๆ หลังจากที่ไม่มีงานทำ ปางช้างหลายแห่งกำลังได้รับผลกระทบหนัก ไม่มีเงินว่าจ้างควาญช้าง บางแห่งมีช้าง 20 เชือก แต่ต้องลดจำนวนควาญประจำช้าง เหลือเพียงครึ่ง จึงเป็นปัญหาในการดูแลช้างขาดคนหาอาหารให้ช้าง ทำให้ช้างไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ

“มูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม จ.เชียงใหม่และผู้มีจิตศรัทธาในการช่วยเหลือช้าง จึงได้ประสานงานทำงานร่วมกับองค์กร สมาคม และหน่วยงานรัฐ เพื่อทำการช่วยเหลือและอำนวยความสะดวกให้กับคนเลี้ยงช้างที่ประสบกับปัญหาความเดือดร้อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอาหารช้าง ล่าสุดเราพบว่าในภาคใต้ และภาคอีสานรวมทั้งในภาคเหนือ เริ่มมีการขนย้ายช้าง เพื่อนำช้างกลับสู่ภูมิลำเนา โดยจากการสอบถามคนเลี้ยงช้างบางส่วนบอกว่าหากภายใน 6 เดือน ยังไม่มีนักท่องเที่ยวกลับมา ก็จำเป็นจะต้องกลับไปทำงานชักลากไม้ทางมูลนิธิฯ จึงพยายามช่วยทุกวิถีทาง เพราะเกรงว่าช้างจะกลับไปเดินบนถนนอีกครั้ง แต่เงินบริจาคที่มูลนิธิฯ ได้รับมาขณะนี้สามารถช่วยเหลือช้างภาคใต้ได้จำนวน 243 เชือก จากจำนวน 817 เชือกทั่วประเทศ

ดิฉันของกล่าวขอบคุณในนามช้างทุกเชือกที่ได้รับอาหารจากการบริจาคของผู้มีจิตเมตตาทุกท่านที่ส่งอาหารไปช่วยช้างและยังบริจาคเงินเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้กับคนเลี้ยงช้าง และทำให้ช้างสามารถมีอาหารดำรงชีพได้ในช่วงวิกฤตินี้”

แสงเดือน ชัยเลิศ เป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่อุทิศกายและใจเพื่อดูแลเพื่อนร่วมโลกตัวใหญ่อย่างช้าง เธอเป็นผู้ริเริ่มแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงอาสาสมัครให้แพร่หลายมากขึ้นทั้งในไทยและต่างประเทศ เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงในธุรกิจปางช้างและลดการทารุณกรรมช้างลงได้ พร้อมทั้งเดินหน้าในการขยายแนวคิดการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์เพื่อเป็นโมเดลให้กับธุรกิจปางช้างทั้งหลาย โดยทุกวันนี้มูลนิธิฯ ของเธอดูแลทั้งช้างแก่ ช้างป่วย และช้างบาดเจ็บ พิการ รวมไปถึงสัตว์อีกสารพัดชนิดที่ต้องการความช่วยเหลือ“ถ้าช้างพูดได้เขาน่าจะบอกว่าไม่ได้เกิดมาเพื่อเป็นข้าทาสของคน เขาก็มีชีวิตจิตใจเหมือนกับเรา”

สำหรับคนรักช้าง สามารถร่วมบริจาคทุนทรัพย์เพื่อช่วยเหลือช้างทั่วประเทศในภาวะวิกฤติโควิด-19 ได้ที่บัญชีธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนช้างคลาน เชียงใหม่ เลขที่บัญชี 407-2-33888-5ชื่อบัญชี มูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม หรือหากต้องการบริจาคอาหารให้ช้าง สามารถติดต่อได้ที่โทร.053-272855

ประวัติ ความเป็นมา และรูปแบบธงชาติไทย

ธงสยามหรือธงชาติไทยมีมาตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏเป็นที่แน่ชัด เท่าที่พบหลักฐานเชื่อกันได้ว่าน่าจะเกิดขึ้นในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช เพราะปรากฏเรื่องราวอยู่ในหนังสือจดหมายเหตุของฝรั่งเศส โดยได้กล่าวไว้ว่าเมื่อวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๓ เรือรบของฝรั่งเศสชื่อ เลอรโวตูร์ โดยมี มองซิเออร์ คอนูแอน เป็นนายเรือ ได้นำเรือเข้ามาถึงปากแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อเจริญพระราชไมตรีและการค้า นายเรือได้สอบถามทางกรุงศรีอยุธยาว่า ถ้าจะยิงสลุต (ยิงปืนให้ความเคารพ) ให้แก่สยาม เมื่อเรือผ่านป้อมวิไชเยนทร์ (ปัจจุบันคือป้อมวิชัยสิทธิ์) ตามประเพณีของชาวยุโรป จะเป็นการขัดข้องหรือไม่ สมเด็จพระนารายณ์ทรงอนุญาต และรับสั่งให้เจ้าเมืองบางกอก คือ ออกพระศักดิ์สงคราม ให้ทางป้อมยิง สลุตตอบด้วย และในการที่เรือรบฝรั่งเศลได้ยิงสลุตให้นั้น ทางป้อมก็ชักธงชาติขึ้น แต่ในห้วงเวลานั้นธงชาติสยามยังไม่มี จึงได้ชักธงชาติฮอลันดาขึ้นแทน แต่ฝรั่งเศสไม่ยอมยิงสลุต เพราะเห็นว่าไม่ใช่ธงของชาติสยาม จึงแจ้งให้ทราบว่า หากสยามประสงค์จะให้ฝรั่งเศสยิงสลุตให้ ก็เอาธงฮอลันดาลงเสีย แล้วชักธงอย่างหนึ่งอย่างใดขึ้นแทน เผอิญในสมัยนั้นธงสีแดงถือเป็นธงที่สยามใช้สำหรับเป็นธงนำทัพอยู่แล้ว สยามจึงนำธงแดงชักขึ้น จากนั้นฝรั่งเศสจึงยิงสลุตให้ ด้วยเหตุนี้สยามจึงถือเอาธงสีแดงเป็นธงชาติสยาม

ครั้นถึงสมัยกรุงธนบุรีและต้นกรุงรัตนโกสินทร์ ก็ยังคงใช้ธงสีแดงเกลี้ยงชักเป็นเครื่องหมายประจำเรือค้าขายกับต่างประเทศอยู่ ธงแดงนี้ใช้ชักขึ้นทั้งในเรือหลวงและเรือราษฎร ต่อมาพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก (รัชกาลที่ ๑) ทรงมีพระราชดำริว่าเรือหลวงกับเรือราษฎรควรมีเครื่องหมายให้เห็นแตกต่างกัน จึงมีพระบรมราชโองการให้ทำรูป “จักร” สีขาวติดไว้กลางธงสีแดงเป็นเครื่องหมายใช้เฉพาะเรือหลวง ส่วนเรือค้าขายของราษฎรทั่วไปนั้น ยังคงใช้สีแดงเกลี้ยงอยู่

ขึ้นรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พ.ศ. ๒๓๖๐ – ๒๓๖๖ (รัชกาลที่ ๒) ประเทศอังกฤษได้เข้ามาตั้งสถานีการค้าขายอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ และพระองค์ท่านทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างเรือกำปั่นของหลวงขึ้น ๒ ลำเพื่อล่องค้าขายระหว่างสิงคโปร์และมาเก๊า โดยที่เรือหลวงทั้งสองลำดังกล่าวจะชักธงแดงตามธรรมเนียมที่ปฏิบัติกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา กระทั่งวันหนึ่งประเทศอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าเมืองสิงคโปร์ได้บอกกับนายเรือหลวงของสยามให้มากราบบังคับทูลพระเจ้ากรุงสยามว่า …”เรือเดินทะเลชาวมลายูที่ค้าขายกับสิงคโปร์ก็ชักธงแดงเหมือนกัน เพราะฉะนั้นจึงขอให้พระเจ้ากรุงสยามใช้ธงอย่างอื่นเสีย เพื่อจะได้จัดการรับรองเรือหลวงได้สะดวกและไม่สับสน”… และที่สำคัญในช่วงรัชกาลที่ ๒ นี้ พระองค์ทรงได้ช้างเผือกเอกมาสู่พระบารมีถึง ๓ ช้าง คือ พระเศวตกุญชร พระยาเศวตไอยรา และพระยาเศวตคชลักษณ์ ซึ่งถือเป็นพระเกียรติยศอย่างสูง จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทำรูปช้างสีขาวยืนพื้นอยู่ในวงจักรสีขาวติดไว้กลางธงแดงอันมีความหมายว่า “พระเจ้าแผ่นดินผู้มีช้างเผือก” และธงรูปช้างเผือกสีขาวอยู่ในวงจักรสีขาวนี้ก็ใช้เฉพาะเรือหลวงเท่านั้น ส่วนเรือพ่อค้าไทยทั่วไปก็ยังคงใช้ธงแดงอยู่ตามเดิม โดยใช้ธงสยามแบบนี้จนถึงรัชกาลที่ ๓

ครั้นขึ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) สยามได้มีการทำหนังสือสัญญาเปิดการค้าขายกับชาวตะวันตกมากขึ้น ทำให้มีเรือสินค้าของประเทศต่างๆ ทั้งจากยุโรปและอเมริกาล่องเข้ามาค้าขายมากขึ้น พร้อมทั้งมีสถานกงสุลตั้งอยู่ในพระนคร ซึ่งชักธงชาติของประเทศตนเองขึ้นเป็นสำคัญ ดังนั้นจึงจำเป็นที่ประเทศสยามจะต้องมีธงชาติที่แน่นอน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระราชดำริว่าธงสีแดงซึ่งเป็นธงที่ใช้กับเรือของสามัญชนชาวสยามนั้น ซ้ำกับประเทศอื่น ยากต่อการแยกแยะ สมควรยกเลิกเสีย และหันมาใช้ธงอย่างเรือหลวงเป็นธงชาติสยามสำหรับเรือสามัญชนด้วย แต่โปรดเกล้าให้เอารูปวงจักรสีขาวออกเสีย เพราะเป็นของสูงซึ่งถือเป็นเครื่องหมายเฉพาะของพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น โดยให้คงไว้แต่รูปช้างเผือกอยู่กลางธงแดง แต่ทว่าให้ปรับขนาดช้างเผือกให้ใหญ่ขึ้น โดยในช่วงแรกเป็นแบบช้างเผือกยืนพื้น ต่อมาปรับรูปช้างเป็นแบบช้างเผือกปล่อย

(หมายเหตุ : จากหลักฐานล่าสุดที่พิพิธภัณฑ์ธงชาติไทยได้ค้นคว้าจนค้นพบเรื่องการใช้ธงช้างเผือกเป็นธงชาติสยาม ได้พบว่ามีหนังสือหลายเล่มของต่างประเทศ ได้พิมพ์ธงช้างเผือก ในฐานะธงชาติสยามมาตั้งแต่สมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แล้ว … โปรดศึกษาหลักฐานจากหน้าเฉพาะเรื่อง)

โดยในช่วงแรกเป็นแบบช้างเผือกยืนพื้น ต่อมาปรับรูปช้างเป็นแบบช้างเผือกปล่อย

ครั้นถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๕) ก็ได้ออกพระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยามเป็นครั้งแรก ตรงกับรัตนโกสินทร์ศก ๑๑๐ ต่อมาคือพระราชบัญญัติธงสยาม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๖ และพระราชบัญญัติธงสยาม รัตนโกสินทร์ศก ๑๑๘ โดยทุกฉบับได้ยืนยันถึงลักษณะของธงชาติสยามเป็นแบบธงพื้นสีแดงตรงกลางเป็นรูปช้างเผือกสีขาวปล่อยหันหน้าเข้าหาเสา

ภายหลังพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) ได้ทรงพระราชดำริว่า เมื่อมองธงชาติซึ่งใช้อยู่ในขณะนั้นแต่ไกล จะมีลักษณะไม่ต่างจากธงราชการเท่าไร และรูปช้างที่อยู่กลางธงก็ไม่งดงาม จึงโปรดเกล้าฯ ให้ออกประกาศเพิ่มเติมและแก้ไขพระราชบัญญัติธงรัตนโกสินทรศก ๑๒๙ ตามมาตรา ๔ ข้อ ๑๕ โดยแก้ไขลักษณะธงชาติเป็นดังนี้ (คลิกที่นี่!!!)”ให้แก้ธงชาติเปนพื้นสีแดง กลางเปนรูปช้างเผือกทรงเครื่อง ยืนแท่น หน้าหันเข้าเสา สำหรับเปนธงราชการ” ประกาศมา ณ วันที่ ๒๑ พฤศจิกายน พระพุทธศักราช ๒๔๕๙ ซึ่งถือเป็นธงช้างรูปสุดท้ายของธงในสมัยรัตนโกสินทร์

และช่วงท้ายในปีพ.ศ. ๒๔๕๙ ก็ได้มีการยกเลิกการใช้ธงชาติแบบช้างเผือกทรงเครื่อง ยืนแท่น หน้าหันเข้าเสา เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชดำริเปลี่ยนธงช้างเป็นธงแถบสี เพราะทรงเห็นความลำบากของราษฎรที่ต้องสั่งซื้อธงช้างมาจากต่างประเทศ และบางครั้งเมื่อเกิดความสะเพร่าติดธงผิด รูปช้างกลับเอาขาชี้ขึ้นเป็นที่น่าละอาย (สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๓ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๙ พระองค์ท่านได้เสด็จประพาสวัดเขาสะแกกรังและได้ทอดพระเนตรเห็นชาวบ้านประดับธงช้างเผือกกลับหัว (หมายเหตุ: เหตุการณ์นี้เกิดก่อนพระราชบัญญัติธงฉบับธงช้างเผือกทรงเครื่องที่ปรากฏอยู่ในราชกิจจานุเบกษา วันที่ ๒๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๙ ดังนั้นย่อมต้องเป็นธงช้างเผือกปล่อยบนพื้นแดงแบบสมัยรัชกาลที่ ๕ อย่างแน่นอน)) ซึ่งหากเปลี่ยนเป็นธงแถบสีแล้ว ราษฎรก็สามารถทำธงใช้ได้เอง และจะช่วยขจัดปัญหาการติดผิดพลาด โดยก่อนออกพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ได้ทรงทดลองใช้ธงชาติไทยแบบริ้วขาวแดงห้าริ้วติดอยู่ที่สนามเสือป่าในช่วงระยะหนึ่ง

แต่เนื่องจากธงแดงขาวห้าริ้ว เมื่อดูแล้วไม่สง่างาม จึงมีการปรับเปลี่ยนแถบตรงกลางซึ่งเป็นสีแดงให้เป็นสีน้ำเงินขาบ การเพิ่มสีน้ำเงินนี้ปรากฏอยู่ในพระราชหัตถเลขาในบันทึกส่วนพระองค์ วันเสาร์ที่ ๑๘ สิงหาคม ๒๔๖๐ ว่าได้ทอดพระเนตรบทความแสดงความเห็นของผู้ใช้นามแฝงว่า “อะแคว์ริส” ในหนังสือพิมพ์กรุงเทพฯ เดลิเมล์ ภาษาอังกฤษ ฉบับวันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๖๐ ได้ทรงแปลข้อความนั้นลงในบันทึกด้วย มีความโดยย่อว่า …

” เพื่อนชาวต่างประเทศของผู้เขียน (อะแคว์ริส) ได้ปรารภถึงธงชาติแบบใหม่ว่า ยังมีลักษณะไม่สง่างามเพียงพอ ผู้เขียนก็มีความเห็นคล้อยตามเช่นนั้น และเสนอแนะด้วยว่า ริ้วตรงกลางควรจะเป็นสีน้ำเงินซึ่งเป็นสีส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์ ซึ่งถ้าเปลี่ยนตามนี้แล้ว ธงชาติไทยก็จะประกอบด้วยสีแดง ขาว น้ำเงิน มีสีเหมือนกับธงสามสีของฝรั่งเศส ธงยูเนียนแจ็คของอังกฤษ และธงดาวของสหรัฐอเมริกา ประเทศพันธมิตรทั้งสามประเทศ คงเพิ่มความพอใจในประเทศไทยยิ่งขึ้น เพราะเสมือนยกย่องเขา ทั้งการที่มีสีของพระมหากษัตริย์ในธงชาติ ก็จะเป็นเครื่องเตือนให้ระลึกถึงพระองค์ในวาระที่ประเทศไทยได้เข้าสู่เหตุการณ์สำคัญต่างๆ ด้วย… “

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ เมื่อทรงทดลองวาดภาพธงสามสีลงในบันทึก ทรงเห็นว่างดงามดีกว่าริ้วขาวแดงที่ใช้อยู่ ต่อมาเมื่อเจ้าพระยารามราฆพ (ขณะนั้นยังเป็นพระยาประสิทธิศุภการ) ไปเฝ้าสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ ได้นำแบบธงไปถวายเพื่อทูลขอความเห็น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงพิษณุโลกประชานาถก็ทรงเห็นชอบ และรับสั่งว่าถ้าเปลี่ยนในขณะนั้นจะได้เป็นอนุสรณ์ในการเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ ๑ ด้วย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้พระยาศรีภูริปรีชา ร่างประกาศแก้แบบธงชาติสยาม และได้ทรงนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะเสนาบดีเพื่อฟังความเห็น ที่ประชุมลงมติเห็นชอบธงสามสีตามแบบที่คิดขึ้นใหม่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติธงขึ้นเรียกว่า พระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช ๒๔๖๐ ออกประกาศเมื่อวันที่ ๒๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๖๐ มีผลบังคับใช้ภายหลังวันออกประกาศในหนังสือราชกิจจานุเบกษาแล้ว ๓๐ วัน ซึ่งต่อมาธงสยามแบบล่าสุดนี้ถูกเรียกว่า “ธงไตรรงค์”

สรุปภาพการเปลี่ยนแปลงธงชาติไทยยุคต่างๆดังนี้

ความหมายของธงชาติ

เป็นสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นชาติของประเทศชาติต่างๆ ที่ยอมรับกันโดยทั่วไป ซึ่งแต่ละประเทศ ธงชาติจะมีสีที่แตกต่างกันละคล้ายคลึงกันบ้าง (ตามพจนานุกรมราชบัณฑิตยสถาน นิยามคำว่า ธงชาติ ไว้ว่า ธงชาติ น. ธงที่มีความหมายถึงประเทศและชาติใดชาติหนึ่ง

“ธงไตรรงค์ ธงชาติไทย”

เป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยหรือชาติไทยที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์ และศักดิ์ศรีในความเป็นไทย ซึ่งมีความหมายแสดงความเป็นเอกราชอธิปไตยของชาติ รวมทั้งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ธงชาติจึงมีความศักดิ์สิทธิ์ต้องได้รับความเคารพอย่างสูง และยังมีความสำคัญทางจิตใจที่แสดงถึงความรักชาติ ความรู้สึกที่มีร่วมกันของคนในชาติ นอกจากนั้นยังเป็นเสมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อาจลบหลู่ และสามารถเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนในชาติ เพื่อจะได้ดำรงไว้ซึ่งความเป็นปึกแผ่นของประเทศไทยให้ยั่งยืนตลอดไปชั่วกาลนาน

ประวัติ ความเป็นมา และรูปแบบธงชาติไทย

ช้างไทย ความรู้เกี่ยวกับช้างไทย

ใครเป็นคนแต่งเพลง ช้าง มาหาคำตอบกัน

ไม่มีใครไม่รู้จักเพลง “ช้าง” ที่เราร้องกันมาตั้งแต่เด็กจนโต และยังร้องถ่ายทอดออกไปให้ลูกหลานฟังอีกด้วย เพราะเพลงช้าง เป็นเพลงที่มีจังหวะสนุกสนาน ร้องง่าย เนื้อเพลงจำง่าย จึงทำให้มีการร้องต่อๆ กันมาหลายยุคหลายสมัย

ใครเป็นคนแต่งเพลง ช้าง ?

หลายคนอาจสงสัย ว่าใครกันนะที่เป็นคนแต่งเพลง “ช้าง” ที่คุ้นหูเรามาตั้งแต่เด็ก วันนี้แคมปัส-สตาร์ จะพาไปหาคำตอบกันค่ะ

เพลงช้าง เป็นเพลงที่มีความสำคัญ เพราะการร้องเพลง การปรบมือ และการเคาะจังหวะ เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้การขับร้องและดนตรี คุณมธุรส วิสุทธกุลได้นำเสนอที่มาของเพลง ช้าง ในหนังสือต่วยตูนฉบับปักษ์แรก เดือนกันยายน พ.ศ.2548

“ช้าง ช้าง ช้าง หนูรู้จักช้างหรือเปล่า ช้างมันตัวโตไม่เบา จมูกมันยาวเรียกว่างวง สองเขี้ยวข้างงวงเรียกว่างา มีหูมีตาหางยาว” (เนื้อเพลงช้าง)

คุณหญิงชิ้น ศิลปบรรเลง เป็นผู้แต่งเป็นเพลงร้องสำหรับเด็กให้กับรายการ “วิทยุโรงเรียน” ซึ่งเป็นบทเรียนในหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้นักเรียนได้รู้จักและทราซึ้งในเพลงไทยโดยใช้ทำนองเพลงเก่าคือ “เพลงพม่าเขว” และใส่เนื้อร้องเข้าไปในทำนองเพลง เกิดความลงตัวของทั้งเนื้อเพลงและทำนอง เมื่อผู้ขับร้องเพลงก็สร้างความสนุกสนานให้กับทั้งผู้ร้องและผู้ฟัง อีกทั้งยังร้องง่าย ทำให้ถูกใจทุกเพศทุกวัยตั้งแต่วัยเด็กไปจนถึงผู้ใหญ่

นอกจากนี้ “เพลงช้าง” ได้รับการยกย่องคัดเลือกเป็นเพลงประเทศภาคพื้นเอเซียโดยศูนย์วัฒนธรรมแห่งเอเชีย หน่วยงานของยูเนสโก (ACCU:Asian Cultural Centre for UNESCO) ซึ่งเป็นองค์กรหนึ่งของสหประชาชาติอีกด้วย

ช้างไทย ความรู้เกี่ยวกับช้าง

ใครเป็นคนแต่งเพลง ช้าง มาหาคำตอบกัน

ยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ ช้างป่าเขาใหญ่ ปะทะแย่งเป็นจ่าโขลง จนท.ตามดูบาดเจ็บ

เหตุช้างป่าเขาใหญ่ ปะทะแย่งเป็นจ่าโขลง จนงาหัก 1 ตัว หลังแยกกัน เจ้าหน้าที่เฝ้าตามดูอาการบาดเจ็บ พบเลือดหยุดแล้ว เบื้องต้น เชื่อยังไม่รู้ผลแพ้ชนะ เนื่องจากธรรมชาติช้าง หากแพ้ ต้องออกจากพื้นที่ไปไกลกว่า 10 กม. …

จากกรณีที่มีช้างบนอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ทำร้ายกันเอง คือ พลายสะอาด และพลายด้วน เพื่อแย่งชิงพื้นที่และเป็นจ่าโขลงของช้างตัวเมีย จนพลายสะอาด ได้รับบาดเจ็บ งาหักไป 1 ข้าง ท่ามกลางประชาชน และนักท่องเที่ยวแห่ดูเป็นจำนวนมาก ตามที่ได้เสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้า วันที่ 8 ก.พ.61 จากการเฝ้าติดตาม พลายสะอาด หลังจากต่อสู้กับ พลายด้วน จนทำให้พลายสะอาดงาด้านซ้ายหัก บริเวณ หลัก กม.ที่ 39 ถนนในเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ใกล้กับอ่างเก็บน้ำสายศร ซึ่งพื้นที่บริเวณนี้เป็นอาณาเขตของพลายด้วน แต่พลายสะอาดได้เข้ามารุกล้ำเพื่อชิงความเป็นจ่าโขลง พบว่า บริเวณผิวถนนบริเวณที่ช้าง 2 ตัวต่อสู้กัน พบเลือดของช้างติดตามผิวถนนและหลัก กม. เป็นจำนวนมาก

ขณะที่พลายสะอาด ยังคงเดินกินโป่งดิน ตามทุ่งหญ้าใกล้กับที่เกิดเหตุตามปกติ ส่วนพลายด้วนคู่ต่อสู้ ได้เดินไปหากินบริเวณทางขึ้นเขาเขียว ห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 5 กม. โดยมีเจ้าหน้าที่อุทยานคอยดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามอาการบาดเจ็บของช้างทั้ง 2 ตัว และป้องกันไม่ให้ช้างคู่นี้มาพบกัน เพื่อป้องกันการต่อสู้อีกครั้ง 

จากการต่อสู้ในช่วงเช้าวานนี้ ช้างทั้ง 2 ตัว ยังไม่รู้ผลการแพ้ชนะ เนื่องจากในธรรมชาติของช้างตัวผู้ จะมีการต่อสู้เพื่อเป็นจ่าโขลงของช้างตัวเมีย หากช้างตัวผู้ที่พ่ายแพ้จากการต่อสู้ ต้องออกจากพื้นที่ ซึ่งเป็นอาณาเขตของแต่ละตัวกว่า 10 กม. 

ด้าน นายวิชัย พรลีแสงสุวรรณ์ ผอ.ส่วนอุทยานแห่งชาติ กล่าวว่า ในช่วงเช้า วานนี้ มีช้างพลายสะอาดและพลายด้วน เหมือนกับการแก่งแย่งชิงดีกัน ซึ่งเป็นธรรมชาติของสัตว์ป่าที่ว่าจะต้องคัดเลือกตัวที่ดีที่สุดเป็นผู้นำ ตั้งแต่ 7 โมงเช้า จนกระทั่ง 10.00 น. ช้างก็ชนกัน ทำให้รถติดที่บริเวณอ่างเก็บน้ำสายศร ซึ่งช้างอยู่ในอาการตกมัน มีผลกระทบต่อนักท่องเที่ยว ก็ขอให้นักท่องเที่ยวเชื่อเจ้าหน้าที่ แต่ช่วงนั้นก็มีรถไกด์ซึ่งเป็นชาวต่างชาติไม่เชื่อ ขับรถเข้าไปใกล้ๆ เพื่อถ่ายรูป เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ค่อยมีให้เห็น

สำหรับพลายสะอาด อาการงาหัก เบื้องต้นมีเลือดไหลมาก เพราะงาหักตรงบริเวณโพรง คล้ายฟันกรามของมนุษย์ เมื่อหักแบบกะทันหัน จะทำให้เลือดออกมาก พอช่วงบ่ายติดตามอาการช้างเลือดก็แห้งแล้ว แต่เจ้าหน้าที่ก็ยังเฝ้าระวังติดตามช้างสองตัวนี้อยู่ เนื่องจากว่าผลแพ้ชนะยังไม่ออก พยายามกันให้ห่างกัน เพื่อไม่ให้พลายสะอาดเจ็บมากขึ้น.

ช้างเขาใหญ่ ลอยตัวในน้ำ หวังกินผลไม้ชาวบ้าน สุดท้ายแผนแตกเข้าป่าตามเดิม

“ช้างป่าเขาใหญ่” ลอยตัวมาในน้ำ หวังเข้ากินผลไม้ในสวนชาวบ้าน แต่ไม่รอดพ้นสายตาเจ้าหน้าที่ สุดท้ายต้องถอยร่นเข้าป่าตามเดิม

เฟซบุ๊ก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช โพสต์ภาพและข้อความว่า ช้างป่าอยากเป็นช้างน้ำ “ช้างป่าเขาใหญ่ใช้กลยุทธ์ใหม่ลอยตัวมาในน้ำ หวังเข้าหาผลไม้ในสวนชาวบ้านกินแต่ไม่อาจรอดพ้นสายตา จนท. สุดท้ายถอยร่นกลับเข้าป่าตามเดิม”

โดย เจ้าหน้าที่ฯ เขตการจัดการอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ที่ 6 ร่วมกับกลุ่มเครือข่ายเพื่อนช้างนครนายก และชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน ได้แก่ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน และราษฎร ได้ออกลาดตระเวนติดตามช้างป่า เพื่อป้องกันช้างป่าออกหากินนอกพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ และออกตรวจติดตามช้างป่าที่ออกไปหากินนอกเขตอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ให้กลับคืนสู่ป่าเขาใหญ่

โดยในเวลา 20.30 – 01.30 น. ของวันที่ 19 ก.ค. 62 พบช้างป่า จำนวน 1 ตัว บริเวณท้องที่หมู่ที่ 3 ทางเข้าน้ำตกสาริกา ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก ไม่มีพืชผลได้รับความเสียหาย เขตการจัดการที่ 6 ขญ.13 (นางรอง) จัดเจ้าหน้าที่ควบคุมตรวจสอบผลักดันช้างป่าให้เข้าพื้นที่อุทยานฯ