Slider

บอตสวานาเสนอนำช้างป่ามาเป็นอาหารสัตว์

เนื้อช้างบรรจุกระป๋อง ทางออกของปัญหาช้างล้นป่าในบอตสวานา
บีบีซีรายงานว่า ทางการบอตสวานาเตรียมยกเลิกกฎห้ามล่าช้าป่าที่บังคับใช้มานาน 4 ปี หลังจากได้ปรึกษากับภาคประชาสังคมมานานหลายเดือน เกี่ยวกับแนวคิดของรัฐบาลที่เตรียมอนุญาตให้มีการล่าช้างป่าซึ่งมีอยู่ตามธรรมชาติมากถึง 130,000 ตัว เพื่อนำมาแปรรูปเป็นเนื้อช้างบรรจุกกระป๋องสำหรับใช้เป็นอาหารสัตว์

รายงานระบุว่า จำนวนช้างในประเทศบอตสวานานั้นเพิ่มจำนวนมากถึงถึงหลักแสนตัว หลังจากที่รัฐบาลประกาศใช้มาตรกาห้ามล่าช้างเมื่อปี 2014 จึงส่งผลให้มีช้างตามธรรมชาติเพิ่มจำนวนมากขึ้น และเริ่มส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศแล้ว โดยเฉพาะระหว่างช้างกับมนุษย์ ที่พบว่าบรรดาช้างป่าเหล่านี้ได้เข้าไปทำลายพืชผลของเกษตรกรจนได้รับความเสียหาย แนวคิดการยุติกฎห้ามล่าช้างครั้งนี้มีขึ้นจากนาย Mokgweetsi Masisi ผู้นำคนใหม่บอตสวานาซึ่งขึ้นดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อปี2018ที่ผ่านมา ได้ขอให้คณะรัฐมนตรีทบทวนการห้ามล่าสัตว์ ซึ่งเป็นกฎหมายที่ประธานาธิบดีคนก่อนหน้านี้ประกาศใช้

รัฐบาลบอตสวานาได้เปิดรับฟังเสียงของประชาชนหลายครั้ง รวมถึงองค์กรต่างๆจำนวนมาก โดยเฉพาะหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวที่ระบุว่า การแก้กฎหมายฉบับนี้อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ของประเทศ โดยสรุปข้อเสนอได้ดังนี้

ยกเลิกการห้ามล่าช้าง

บริหารจัดการประชากรช้างให้อยู่ในพื้นที่เดิม

กำหนดเขตล่าเพื่อทำหน้าที่เป็นกันชนต่อชุมชนและป่า

หามาตรการลดจำนวนประชากรช้างอย่างเป็นประจำ

เส้นทางอพยพของสัตว์ป่าที่ “ไม่เป็นประโยชน์ต่อความพยายามในการอนุรักษ์ของประเทศ” ควรถูกปิด ทั้งนี้ มาตรการห้ามล่าช้างของบอตสวานานี้ นับว่าเป็นเพียงไม่กี่ประเทศในแอฟริกาที่ออกกฎในลักษณะดังกล่าว ต่างจากประเทศอื่นๆที่อนุญาตให้สามารถล่าช้างเพื่อเกมส์กีฬาได้

อย่างไรก็ดี มาตรการยกเลิกห้ามล่าช้างดังกล่าวได้รับเสียงวิจารณ์อย่างมากจากบรรดาองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่า โดยส่วนใหญ่ให้เหตุผลว่า การที่ช้างเพิ่มปริมาณมากขึ้นนั้นมีหลายปัจจัย ส่วนหนึ่งมาจากการที่สภาพแวดล้อมเปลี่ยนแปลง ช้างจึงออกจากถิ่นอาศัยเดิมของพวกมัน รวมถึงจากข้อมูลของการสำรวจประชากรช้างทั้งทวีปแอฟริกาเมื่อปี 2016 พบว่า ตัวเลขประชากรของช้างระหว่างปี 2007-2014 มีจำนวนลดลดงราว 30% หรือประมาณ 144,000 ตัว

ช้างมันมีสามชนิด ไม่ใช่สอง

พุธ-ไซแอนซ์

ติดปีกความรู้ทางวิทยาศาสตร์ทุกวันพุธ เพราะเทพเจ้าประจำดาวพุธคือ Mercury บุรุษเทพแห่งการสื่อสารที่ไปได้เร็วเท่าความคิด

ช้างแอฟริกา งางอน

ทบทวนความรู้เดิมๆ กันก่อน

บนโลกของเรายุคปัจจุบันนี้ มีช้างเอเชีย (ช้างไทย) กับช้างแอฟริกา เป็นช้างสองชนิดที่รู้จักกันทั่วไป

ช้างแอฟริกาตัวใหญ่กว่า หูกางใหญ่กว่าช้างเอเชีย (ความจริงยังมีอีกหลายลักษณะที่ต่างกัน)

แต่ตอนนี้นักวิทยาศาสตร์คอนเฟิร์มแน่นอนแล้วว่า มีช้างชนิดที่ 3 ด้วย!

มันไม่ใช่ช้างลึกลับที่เพิ่งค้นพบว่าแอบซ่อนตัวอยู่ในป่าไหน

แต่เป็นช้างแอฟริกาที่เคยๆ เห็นกันเป็นปรกติอยู่นี่ละ

สังเกตกันมานานแล้วว่า ช้างแอฟริกามีกลุ่มงางอน อาศัยในทุ่งหญ้าสะวันนา กับกลุ่มงาตรง ที่ชอบอาศัยในป่ารก

ช้างแอฟริกางาตรงยังตัวเล็กกว่า ใบหูกลมกว่าช้างแอฟริกางางอน

ก็เลยเป็นที่ถกเถียงกันมานานว่า ช้างสองกลุ่มนี้จัดเป็นช้างชนิดเดียวกัน หรือจะน่าจะแยกเป็นสองชนิดดี

ซึ่งความจริงเมื่อ 7-8 ปีก่อน หลายสำนักก็ออกมาบอกว่าน่าจะแยกเป็นสองชนิด

ช้างป่าแอฟริกา งาตรง

ล่าสุด จากการศึกษาพันธุกรรม นักวิทยาศาสตร์ลงความเห็นว่าช้างสองกลุ่มนี้ได้แยกพันธุกรรมจากกันตั้งแต่เมื่อ 5 แสนปีก่อน (ซึ่งหมายถึงว่าในอดีตนั้น ช้างได้แยกกลุ่มจากกันไปอยู่ห่างไกลกันจริงๆ ด้วย แม้ปัจจุบันจะกลับมาพบอยู่ใกล้กัน)

และที่สำคัญ คือการยืนยันความแตกต่างด้วยเชื้อสายบรรพบุรุษของช้างสองชนิดนี้

นักวิทยาศาสตร์พบว่า ช้างชนิดที่ 3 คือช้างแอฟริกางาตรง หรือช้างป่าแอฟริกา มีเชื้อสายใกล้ชิดมากกับ ช้างแมมมอทขนยาวๆ และกับช้างมาสโตดอน รวมทั้งช้างโบราณงาตรงที่เป็นบรรพบุรุษของช้างปัจจุบัน

หมายความว่า ในอดีต ช้างต่างกลุ่มต่างลักษณะเหล่านี้ เคยผสมข้ามสายพันธุ์กันแบบมั่วซั่วมาก่อน

และทิ้งพันธุกรรมเป็นหลักฐานมาถึงสายพันธุ์ช้างแอฟริกางาตรงปัจจุบัน

ส่วนช้างแอฟริกางางอนนั้น มีพันธุกรรมแยกห่างออกไปไกลจากช้างแอฟริกางาตรง

นักวิทยาศาสตร์หวังว่าการแยกชนิดชัดเจนเช่นนี้ จะมีส่วนช่วยอนุรักษ์ช้างแอฟริกางาตรง ให้ได้รับความใส่ใจดูแลเป็นพิเศษ เพราะมันมีจำนวนน้อยกว่าช้างแอฟริกางางอนมาก แทนที่แต่ก่อนจะเหมารวมว่ามันเป็นชนิดเดียวกัน

ส่วน “งาช้าง” ที่พบที่บ้านใครคนหนึ่งในข่าวล่าเสือดาว จะเป็นงาของช้างชนิดที่ 3 นี้หรือไม่ ต้องตรวจดีเอ็นเอพิสูจน์กันดู