Slider

ข้อเท็จจริงของช้างไทยที่ควรรู้

การเผชิญหน้าครั้งแรกกับสัตว์ตัวนี้จะทำให้เกิดพายุแห่งอารมณ์: ความสุขของเด็กผสมกับความกลัว ช้างฉลาดมากพวกเขาเข้าใจผู้คนและสังคมซึ่งไม่สามารถดึงดูดความสนใจได้

พวกเขามีแนวโน้มที่จะอารมณ์: ในอารมณ์ดีที่พวกเขาชอบที่จะตลกในอารมณ์หดหู่พวกเขากลายเป็นความคิดและความมืดมนและในฤดูผสมพันธุ์พวกเขาจะไม่เพียงพอเล็กน้อย ด้วยความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมของจังหวะพวกเขาจดจำเพลงได้ง่าย บ่อยครั้งที่ช้างในประเทศไทยสร้างความบันเทิงให้ตัวเองด้วยการเต้นไปตามแรงจูงใจบางอย่างได้ยินโดยตัวเขาเองเท่านั้น

ประวัติและตำนาน

Image

กับช้างในประเทศไทยมีพิธีกรรมทางศาสนาจำนวนมากเชื่อมโยงกัน พระพิฆเนศวร – เทพเจ้าแห่งภูมิปัญญาชาวฮินดูและความเจริญรุ่งเรือง – มีเศียรของช้าง ดังนั้นสัตว์ในคนไทยไม่เพียง แต่ก่อให้เกิดความหวาดกลัวเท่านั้น แต่ยังเพลิดเพลินไปกับความเคารพและความรัก

ช้างถือเป็นสัญลักษณ์ประจำชาติของไทยซึ่งเป็นตัวตนของกษัตริย์ผู้คนและจิตวิญญาณทางศาสนา จนถึงปี 1917 รูปของมันอยู่ที่ธงประจำชาติตอนนี้ – บนธงทหารเรือ

ในประวัติศาสตร์เกือบทั้งหมดช้างในประเทศไทยถูกนำมาใช้เป็นพาหนะและวางบนถนนในป่า ในการต่อสู้พวกเขามีผลทางจิตวิทยาต่อศัตรูเพราะพวกเขาหยุดแยกแยะตัวเองจากคนแปลกหน้าเพราะความกลัวและความโกรธ

วันนี้ช้างทำหน้าที่เป็นศิลปินในการแสดงต่าง ๆ และการขี่ช้างกลายเป็นส่วนสำคัญของโปรแกรมทัศนศึกษา ความบันเทิงดังกล่าวได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่นักท่องเที่ยว แต่ถึงกระนั้นก็ตามในพื้นที่ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้และห่างไกลของประเทศไทยสัตว์ใหญ่เหล่านี้ยังคงใช้เป็นกำลังดุร้ายในการทำงานหนัก

Image

หนึ่งในสัญลักษณ์แห่งอำนาจของกษัตริย์ในประเทศไทยถือเป็นช้างเผือก ประมุขแห่งรัฐเป็นเจ้าของสัตว์เผือกทั้งหมดตามกฎหมายพิเศษหนึ่งข้อ พลเมืองที่ได้พบและโอนย้ายช้างดังกล่าวไปยังพระราชวังได้รับการบำรุงรักษาตลอดชีวิตซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมพวกเขาจึงถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของโชคที่เหลือเชื่อ กรมป่าไม้ตามพระราชกฤษฎีกาเมื่อปีพ. ศ. 2506 ได้รับรองสถานะของสัตว์ประจำชาติหลักสำหรับช้างเผือก

Albinos – Chang Samkhan – ล้อมรอบไปด้วยความรักและความเอาใจใส่อย่างยิ่งสภาพที่สะดวกสบายที่สุดถูกสร้างขึ้นสำหรับพวกเขา สถาบันของรัฐรวมถึงหน่วยงานพิเศษที่มีหน้าที่หลักในการดูแลรักษาช้างเผือก สัตว์จะใช้เฉพาะในช่วงพิธีทางศาสนาที่สมาชิกของราชวงศ์มีส่วนร่วม

Image

จำนวนช้างที่แน่นอนในประเทศไทยนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะคำนวณ (ผู้เชี่ยวชาญบอกว่ามีประมาณ 3-4 หมื่นตัว) แต่ช้างเหล่านี้มีบทบาทอย่างมากในชีวิตประจำวันของประเทศ หนึ่งในประเพณีประจำชาติคือการใช้ความแข็งแกร่งทางกายภาพของสัตว์ในการก่อสร้างและงานเกษตรกรรม สำหรับการเคลื่อนไหวในป่าช้างเป็นพาหนะที่ดีที่สุด

ช้างสีเทาไม่โอ้อวดมากนัก พวกเขาอาศัยอยู่ในฟาร์มพิเศษและทำงานทุกชีวิตตั้งแต่อายุสิบสี่ถึงอายุหกสิบ อย่างไรก็ตามสิ่งนี้ประชาชนทั่วไปของประเทศสามารถอิจฉาสัตว์ขนาดใหญ่เหล่านี้ได้อย่างถูกต้อง: สิทธิของยักษ์ใหญ่สีเทาและกฎสำหรับการใช้งานของพวกเขานั้นอุทิศให้กับบทที่แยกต่างหากของรัฐธรรมนูญ

ตัวอย่างเช่นช้างแต่ละตัวมีประกันสุขภาพส่วนบุคคลและความยาวของวันทำงานของพวกเขาต้องไม่เกินแปดชั่วโมง อายุการทำงานสูงสุดคือ 60 ปี แต่ไม่ใช่ทั้งหมดที่จะอยู่รอดเพื่อการเกษียณอายุ: ช้างอายุเพียง 55 ปี

ช้างในประเทศไทยจะได้รับเงินบำนาญแม้กระทั่งเท่ากับ 5, 000 บาท จำนวนดังกล่าวเป็นความฝันแม้กระทั่งเจ้าของสัตว์เลี้ยง แต่มันก็เป็นธรรมโดยความอยากอาหารของพวกเขา วันหนึ่งพวกเขาต้องการมวลสีเขียวจำนวนมาก – ประมาณ 7% ของน้ำหนักตัว

แม้จะมีความรักความเคารพและความเคารพช้างสีเทาถือเป็นวัวควาย ด้วยเหตุนี้พวกเขาสามารถซื้อได้หากต้องการ ค่าใช้จ่ายของยักษ์ขึ้นอยู่กับอายุน้ำหนักและระดับของการฝึก โดยเฉลี่ยแล้วราคาจะแตกต่างกันไป 1-3 พันดอลลาร์

ช้างวัยเด็กสั้น: เมื่ออายุสามขวบพวกเขาจะหย่านมจากแม่ของพวกเขาและเริ่มการฝึกอบรม การเชื่อมต่อที่เกิดขึ้นระหว่างสัตว์และตัวขับสามารถเรียกได้ว่าเป็นญาติ: ลูกช้างขนาดเล็กตัวหนึ่งวิ่งตามเขาไปทุกที่ การเลี้ยงดูในความซับซ้อนนั้นไม่แตกต่างจากการเลี้ยงดูของเด็กไม่เพียง แต่ต้องมีร่างกาย แต่ยังมีความแข็งแกร่งทางจิตใจ วิธีการคลาสสิกคือวิธีการ “แครอทและติด” ซึ่งในเสาไม้ไผ่ที่มีปลายโลหะรูปเคียวทำหน้าที่ ความรุนแรงนั้นหายากมาก มีโรงเรียนหลายแห่งสำหรับสอนช้างซึ่งสัตว์ได้รับการสอนให้ใช้คำสั่งเสียง

วันช้างในประเทศไทย

Image

วันช้างไทยมีการเฉลิมฉลองทุกปีในวันที่ 13 มีนาคม ในแต่ละเมืองของประเทศมีขบวนแห่อันศักดิ์สิทธิ์เกิดขึ้นตัวละครเอกซึ่งเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ตกแต่งด้วยผ้าห่มสีสดใสและมาลัยบาน ช้างทุกตัวถูกดึงดูดจากคนที่เล็กที่สุดไปจนถึงผู้อาวุโส เทศกาลช้างในประเทศไทยสิ้นสุดลงด้วยงานฉลองที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นอาหารหลัก ได้แก่ อาหารมังสวิรัติ – ผักผลไม้และลูกพีชแตงโมและสับปะรดแช่แข็งในก้อนน้ำแข็ง

การเฉลิมฉลองตั้งแต่สมัยโบราณดึงดูดผู้คนจำนวนมาก คนพื้นเมืองแสดงความเคารพและรักช้างและนักท่องเที่ยวมีความสุขที่ได้เห็นภาพที่หายาก ในช่วงวันหยุดเติมเงินเพื่อปกป้องสัญลักษณ์ขนาดใหญ่และหูของประเทศไทย

ช้างไทย กับผลกระทบจากโรคระบาด โควิด-19

“ตอนนี้เราต้องเอาช้างกลับไปที่หมู่บ้านของเราเพราะเกิดการแพร่ระบาดของโควิด นักท่องเที่ยวก็ไม่มีเข้ามาเลย” ศรีพร เปรมชื่นพนาวัน เจ้าของช้าง 4 เชือก ที่เคยทำงานอยู่ในปางช้างที่ อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่

“ตอนแรกเราก็รอดูสถานการณ์อยู่ 2-3 เดือนว่าจะดีขึ้นหรือเปล่า แต่มันก็ไม่ดีขึ้นมาเลย”

โชคชะตาของศรีพร ไม่ต่างจากเจ้าของช้างในแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ ทั่วประเทศไทย ที่การระบาดของโควิด-19 ทั่วโลกส่งผลต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยว ผู้คนที่เกี่ยวข้องในธุรกิจช้างต่างได้รับผลกระทบ ทำให้ช้างบ้านที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวกว่าร้อยเชือกต้องย้ายกลับถิ่นเพราะทั้งเจ้าของและควาญช้างขาดรายได้เลี้ยงดูครอบครัวและจุนเจือช้าง

“ตอนนี้ทั้งตัวหนูและสามีต่างก็ทำงานไม่ได้และขาดรายได้ไป หนูเองทำหน้าที่เป็นไกด์ในปางช้างและสามีก็ขับรถรับส่งนักท่องเที่ยวที่ปาง รายได้ที่ได้มาก็เอาไว้เลี้ยงช้าง จ้างควาญดูแลช้าง และส่งลูก ๆ เรียน พวกเราไม่ได้คาดหวังจะร่ำรวยอะไร แค่ไม่มีหนี้สินและมีเงินพอจุนเจือครอบครัวก็พอ” ศรีพรอธิบาย

เมื่อคนตกงาน ช้างก็อดกิน คือสภาพที่เกิดกับสัตว์ใหญ่ขวัญใจนักท่องเที่ยว ช้างในแหล่งท่องเที่ยวทั่วประเทศ บ้างเดินเท้า บ้างขึ้นรถบรรทุก เพื่อกลับบ้านเกิด ได้แก่ สุรินทร์ เชียงใหม่ กาญจนบุรี พังงา และสตูล ด้วยหวังว่าในหมู่บ้านยังมีอาหารพอเลี้ยงทั้งคนและสัตว์

ช้างกลับบ้าน

ช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ช้าง 11 เชือกพร้อมเจ้าของและควาญ ออกเดินเท้าผ่านป่าเขาราว 100 กิโลเมตร ใช้เวลา 3 วัน 2 คืน ไปยังหมู่บ้านห้วยบง อ.แม่แจ่ม จ.เชียงใหม่ หมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงที่เลี้ยงช้างมาหลายอายุคน บีบีซีไทยมีโอกาสร่วมขบวนเดินเท้าระหว่างทางกลับบ้านครั้งนี้

“ได้ยินเสียงร้องจากข้างหลังไหมคะ รู้สึกว่าพวกเขาส่งเสียงดังเพราะดีใจมากที่จะได้กลับบ้าน” แป้งชี้ชวนให้ดูโขลงช้างของเธอขณะอยู่กลางป่าในพื้นที่บ้านประตูเมือง อ.แม่วาง จ. เชียงใหม่ สีหน้ายิ้มแย้มของแป้งบ่งบอกได้ว่าเธอเองก็ดีใจไม่แพ้ช้าง

จากหมู่บ้านประตูเมือง ช้าง 4 เชือกของแป้ง และอีก 7 เชือกของคนในหมู่บ้านเดียวกัน เริ่มเดินเท้าไปยังหมู่บ้านห้วยบง อ.แม่แจ่ม พื้นที่ชาวกะเหรี่ยงที่มีประวัติการเลี้ยงช้างเพื่อใช้งานมานาน

“ปู่ของผมเคยเล่าให้ฟังว่าช้างของที่บ้านเราเคยถูกใช้ลากซุงมาก่อนที่จะเป็นเรื่องผิดกฎหมาย หลังจากนั้นก็ได้มีบทบาทในช่วงสงคราวโลกครั้งที่ 2 ก่อนที่จะกลับมาลากซุงอีกทีหนึ่ง พอรัฐบาลประกาศให้การตัดไม้ผิดกฎหมาย พวกเราก็นำช้างลงไปเร่ร่อนหากินในตัวเมืองเชียงใหม่ ก่อนที่จะเข้ามาอยู่ในปางช้าง” ธีรชัย เปรมชื่นพนาวัน เจ้าของช้างอีกคน ที่ร่วมขบวนพาช้างกลับบ้าน เล่าให้บีบีซีไทยฟัง

ช้างบ้านกลับถิ่น

ในบรรดาช้างทั้งหมด 11 เชือก มีเพียง 3 เชือกที่เกิดที่บ้านห้วยบง ที่เหลือเกิดในเมืองและไม่เคยอาศัยในหมู่บ้านเลย และช้างเด็ก ๆ อีกหลายเชือกก็ไม่เคยเดินป่ามาก่อนในชีวิต การเดินทางในครั้งนี้จึงเป็นประสบการณ์ใหม่ของช้างโขลงนี้ที่มีอายุตั้งแต่ 4 เดือน จนถึง 60 ปี

“เราคาดว่าจะใช้เวลาในการเดินทางทั้งสิ้น 3 วัน 2 คืนเพราะเรามีทั้งช้างเด็กและช้างแก่ อย่างช้างที่เด็กสุด พอเดินนาน ๆ เขาก็เริ่มเดินโซซัดโซเซ และเขายังต้องพักนอนและดื่มนมแม่อยู่เป็นพัก” ศรีพรอธิบาย

“ตลอดเส้นทาง เราไม่เร่งช้างเลย เราให้เขาเดินไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก”

ไร้เงานักท่องเที่ยว ขาดรายได้

ปัจจุบันมีช้างบ้านที่จดทะเบียนกับกรมปศุสัตว์อยู่กว่า 3,700 เชือก ในจำนวนนี้ราว 3,000 เชือก ถูกใช้งานอยู่ในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ปางช้างหลายแห่งเช่าช้างจากเจ้าของไปแสดง แต่ปางช้างบางแห่งก็เป็นเจ้าของช้างด้วย

เมื่อปีที่แล้ว มีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าไทยเกือบ 40 ล้านคน แต่หลังโรคโควิด-19 ระบาดในวงกว้าง นักท่องเที่ยวโดยเฉพาะจากประเทศจีนก็ลดน้อยลงไปอย่างเห็นได้ชัด และนับตั้งแต่รัฐบาลมีมติให้ชะลอการเดินทางของชาวต่างชาติที่จะเดินทางเข้ามายังประเทศไทย อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยจึงหยุดชะงักทันที

ช้างบ้านกลับถิ่น

“ในช่วงระบาดใหม่ ๆ นักท่องเที่ยวก็ลดลงเรื่อย ๆ จนมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ นักท่องเที่ยวของเราก็ลดจากหลักร้อยไปเป็นหลักสิบ ปกติในทุกปีช่วงไฮซีซั่นของเราก็คือช่วงตรุษจีน แต่ปีนี้นักท่องเที่ยวแทบไม่เหลือเลย” สัตวแพทย์หญิงพนิดา เมืองหงส์ สัตวแพทย์ประจำคลินิกช้าง ปางช้างแม่แตง อธิบาย

“พอรัฐบาลประกาศปิดประเทศ ทางปางช้างก็ขอให้พนักงานบางส่วน เช่น ร้านอาหาร ร้านขายของฝาก หยุดทำงานไปก่อน แต่เรายังมีคนดูแลช้างและสัตวแพทย์ทำงานอยู่ปกติ เพราะช้างทั้งหมดที่อยู่กับเราไม่ได้ย้ายไปไหน เรายังดูแลพวกเขาอยู่ดี” เธอกล่าวเสริม และบอกอีกว่าขณะนั้นปางช้างแม่แตงยังมีอาหารเลี้ยงช้าง มีบุคลากรดูแล จึงไม่มีความจำเป็นต้องให้ช้างกลับบ้าน

แต่สภาพการณ์ในแต่ละปางช้างแตกต่างกัน ศรีพรยืนยันว่าเธอไม่มีทางเลือกนอกจากพาช้างกลับบ้าน เพราะไม่รู้ว่าโรคจะระบาดอีกนานแค่ไหน ส่วน โชคชัย ศรีสิริวิไล เจ้าของปางช้างโชคชัย ที่ อ.แม่แตง จ.เชียงใหม่ เจ้าของช้าง 57 เชือก บอกว่าเขาได้รับผลกระทบจนต้องพักงานพนักงานบางส่วน

ช้างบ้านกลับถิ่น
คำบรรยายภาพ,โชคชัย ศรีสิริวิไล ยังพอมีกำลังในการดูแลช้างทั้งหมดในปางช้างของเขา แต่ถ้าสถานการณ์ไม่ดีขึ้นภายในสามเดือน เขาอาจจะต้องนำช้างออกไปทำงานเพื่อให้ปางช้างยังพอมีรายได้มาเลี้ยงช้างเชือกอื่น ๆ

แม้จะพอมีทุนทรัพย์เลี้ยงดูช้างอยู่ แต่ค่าใช้จ่ายเรื่องอาหารที่สูงลิ่ว ช้างแต่ละเชือกกินอาหารประมาณ 100-300 กิโลกรัมต่อวัน หรือราว 10% ของน้ำหนักตัว ทำให้โชคชัยคิดว่าหากสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น เขาคงต้องนำช้างบางเชือกไปหางานทำที่อื่น

“ถ้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้นภายในอีกสามเดือน ผมก็อาจจะพาช้างข้ามไปฝั่งพม่าเพื่อไปช่วยลากซุงหารายได้” โชคชัยกล่าว

ในมุมมองของคนเลี้ยงช้าง โชคชัยบอกว่าช้างในวัยทำงานต้องเคลื่อนไหวร่างกายเพื่อให้แข็งแรง เช่นเดียวกับช้างตัวเมียที่ตั้งท้องจะตกลูกได้ง่าย การอยู่กับที่จะทำให้แม่ช้างไม่แข็งแรง

นิตยสาร Science Mag ฉบับเดือนธันวาคม 2008 รายงานผลการวิจัยพบว่าช้างที่อยู่ในอุตสาหกรรมลากซุงในพื้นที่ประเทศเมียนมา จะมีอายุที่ยืนยาวกว่าเป็นสองเท่าของช้างที่อยู่ตามสวนสัตว์ในยุโรป

ความช่วยเหลือจากเอกชนและรัฐ

การเดินทางกลับคืนถิ่นของศรีพรและช้างของเธอได้รับการสนับสนุนจาก แสงเดือน ไชยเลิศ หรือ”แม่เล็ก” ที่รู้จักกันดีในหมู่คนเลี้ยงช้าง เธอเป็นผู้ก่อตั้งมูลนิธิอนุรักษ์ช้างและสิ่งแวดล้อม และให้ความช่วยเหลือสนับสนุนด้านการเงินและอาหารแก่ช้างบ้านทั่วประเทศไทยกว่า 2,000 เชือก

ช้างบ้านกลับถิ่น
คำบรรยายภาพ,แสงเดือน ชัยเลิศ แสดงความกังวลต่อสถานการณ์การขาดแคลนอาหารของช้างทั่วประเทศ

“ตอนนี้สิ่งที่น่ากังวลที่สุดก็คือสถานการณ์ด้านอาหารช้าง ถ้าภายในอีก 3 เดือนข้างหน้าสถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ปางช้างหลาย ๆ ที่อาจจะมีเงินเก็บไม่มากพอที่จะซื้ออาหารให้ช้าง” แสงเดือนกล่าวกับบีบีซีไทย

“ตั้งแต่นักท่องเที่ยวหายไป ปางช้างต่าง ๆ ทั่วประเทศ ก็ติดต่อมาขอความช่วยเหลือ ส่วนมากจะเป็นเรื่องอาหาร และมีบางส่วนที่ขอนำช้างมาฝากเอาไว้ที่ศูนย์ของเราเพราะเขาไม่มีกำลังจะเลี้ยงดูในช่วงนี้”

นายสัตวแพทย์สมชวน รัตนมังคลานนท์ รองอธิบดีกรมปศุสัตว์ บอกกับบีบีซีไทยว่า กรมปศุสัตว์มีความพร้อมให้การช่วยเหลือด้านอาหารและยาแก่ผู้เลี้ยงช้างทุกราย

“เรามีสถานีแจกจ่ายอาหารอยู่ 16 สถานีทั่วประเทศไทย หากเจ้าของช้างบ้านรายใดต้องการความช่วยเหลือให้สนับสนุนเรื่องอาหาร ยา หรือการขนย้าย ให้ไปติดต่อที่สำนักงานปศุสัตว์จังหวัดได้ทุกที่” สมชวนกล่าว

ขณะนี้กรมปศุสัตว์ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญกำลังทำคู่มือกำหนดแนวปฏิบัติในการนำช้างไปใช้งาน และคาดว่าสถานประกอบการท่องเที่ยวที่มีช้างอยู่ด้วย จะนำไปปรับใช้ได้เมื่อสถานการณ์คืนสู่ปกติ

อุปสรรคระหว่างเดินทาง

ช้างบ้านกลับถิ่น
คำบรรยายภาพ,ภาพมุมสูงของช้างเดินผ่านพื้นที่ราบระหว่างภูเขาอันสูงชันเพื่อกลับไปที่หมู่บ้านห้วยบง

การเดินทางกลับบ้านของโขลงช้างและควาญต้องผ่านเส้นทางสูงชันในป่า ช่องเขา เนินเขา และแม่น้ำ แต่ละจุดมีความยากง่ายแตกต่างกันไป แต่ที่เห็นได้ชัดตลอดแนวเส้นทางคือร่องรอยของไฟป่าที่เผาต้นไม้จนไหม้เกรียมไม่เหลือใบไม้ให้เป็นอาหารของช้างระหว่างเดินทาง

หลังเดินทางได้ 2 วันเต็ม ช้างและคนหยุดแวะที่หมู่บ้านแม่นาจรเพื่อขอพักอาศัยหนึ่งคืนก่อนที่จะออกเดินทางต่อในวันสุดท้าย แต่ทำไม่ได้

“พวกเขากลัวว่าเราจะเอาเชื้อโควิดมาติดพวกเขา เขาเลยไม่ให้เราแวะพักที่หมู่บ้าน พวกเราเลยเดินทางต่อแต่ชาวบ้านก็ไม่ให้ใช้เส้นทางถนนในหมู่บ้านเดินทาง เขาแนะนำให้พวกเราขี่ช้างขึ้นเขาอ้อมหมู่บ้าน” ศรีพรเล่า

หลังจากเจรจากันอยู่พักใหญ่ชาวบ้านยอมให้คณะใช้ถนนที่ตัดผ่านหมู่บ้านเพื่อเดินทางต่อไป พวกเขาเลือกพื้นที่ว่างตรงเชิงดอยพักเอาแรง

ช้างบ้านกลับถิ่น
คำบรรยายภาพ,ช้างและควาญช้างแวะพักระหว่างทางเดินกลับบ้าน เพราะตกงานจากการระบาดของโควิด-19

วันรุ่งขึ้น เส้นทางเดินเป็นถนนคอนกรีตทั้งหมด พื้นถนนร้อนจัด ไม่มีแหล่งน้ำให้แวะพักระหว่างทาง ทั้งช้างและคนเหนื่อยอ่อน

แต่ในที่สุดทั้งหมดก็เดินทางถึงบ้านห้วยบงโดยสวัสดิภาพ ใช้เวลาทั้งสิ้น 3 วัน 2 คืน

“โล่งใจ” ศรีพรกล่าวพลางถอนหายใจ

“มันเหมือนยกภูเขาออกจากอก ช้างของเราปลอดภัยทั้งหมด ควาญช้างของเราไม่เป็นลม และเราถึงที่หมายอย่างปลอดภัย ทั้งช้างและชาวบ้านต่างก็ดีใจที่ได้มาถึงบ้าน”

จุดเปลี่ยนการท่องเที่ยวช้าง

ช้างบ้านกลับถิ่น
คำบรรยายภาพ,ชาวบ้านห้วยบงจัดพิธีต้อนรับช้างกลับบ้านด้วยการร้องเพลงเป็นภาษาถิ่นและจัดเตรียมผักและผลไม้หลากหลายชนิดให้ช้างได้รับประทาน

ชาวบ้านห้วยบงจัดพิธีต้อนรับช้าง โดยสร้างแคร่ไม้ไผ่ริมน้ำในหมู่บ้านเป็นที่จัดวางบุฟเฟต์ผักผลไม้เลี้ยงช้าง บาทหลวงประจำหมู่บ้านชาวกะเหรี่ยงบ้านห้วยบง ทำพิธีรับขวัญช้างกลับบ้าน เด็กสาวในหมู่บ้านรวมตัวกันในชุดพื้นเมืองกะเหรี่ยงสีสันฉูดฉาด ร่วมเล่นดนตรี ร้องเพลงในภาษาถิ่น

“แม่ ๆ ช้าง” เด็กหลายคนในหมู่บ้านตื่นเต้นที่ได้เห็นช้างเป็นครั้งแรก

หลายวันผ่านไป ช้างดูมีความสุข สงบ และเครียดน้อยลง เพราะได้กลับมาอยู่ท่ามกลางขุนเขาและธรรมชาติ

ช้างบ้านกลับถิ่น
คำบรรยายภาพ,ชาวบ้านห้วยบงต้อนรับการกลับมาของช้างด้วยผักและผลไม้ชนิดต่าง ๆ

ในฐานะนักอนุรักษ์ แสงเดือนหวังว่าช้างเหล่านี้จะไม่ต้องจากหมู่บ้านไปอีก

“ตอนนี้เราเริ่มคุยกับเจ้าของช้างที่บ้านห้วยบงและทุกคนเห็นตรงกันว่าจะไม่พาช้างกลับลงมาอีก ทางเราก็เลยแนะนำให้พวกเขาเริ่มเรียนรู้วิธีการใช้เว็บไซต์และถ่ายทอดสดให้คนทั่วโลกได้เห็นกิจวัตรประจำวันของช้างผ่านทางออนไลน์ และในอนาคตเมื่อนักท่องเที่ยวสามารถกลับเข้ามาได้ก็ให้พวกเขาได้เปิดเป็นโฮมสเตย์เพื่อมาใช้ชีวิตร่วมกับช้าง เพื่อที่พวกเขาสามารถหารายได้ได้โดยไม่ต้องพาช้างลงมาจากดอยอีก” แสงเดือนกล่าว

ในปัจจุบัน ปางช้างหลายแห่งในเชียงใหม่ปรับรูปแบบการท่องเที่ยวโดยเน้นให้ชมวิถีชีวิตตามธรรมชาติของช้างและให้อาหารช้างเท่านั้น โดยไม่มีการขี่ช้าง การแสดงช้าง หรือล่ามโซ่

ช้างบ้านกลับถิ่น
คำบรรยายภาพ,ชาวบ้านห้วยบง นั่งดูช้างด้วยความสนใจหลังจากที่ไม่มีช้างอยู่ในหมู่บ้านมานานถึง 14 ปี

แต่แสงเดือนยังคงเป็นห่วงภาพรวมของการท่องเที่ยวที่มีช้างเป็นกำลังหลัก โดยเฉพาะปางช้างที่ไม่อาจดูแลช้างต่อไปได้ และอาจนำช้างกลับไปสู่อุตสาหกรรมทำไม้ ลากซุงอีก อย่างไรก็ดี ในความยากลำบากนี้ เธอมองว่าอาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

“ถ้าวันนี้ไม่มีการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 คนเราก็ยังคงจะเมามันกับการทำอย่างไรก็ได้ให้มีโชว์ที่ดีที่สุดเพื่อมาแข่งขันกันแย่งลูกค้า แต่หลังจากนี้เจ้าของปางช้างก็คงมีเวลาได้คิดใหม่ และนักท่องเที่ยวก็คงได้มีเวลาคิดทบทวนเช่นเดียวกัน” แสงเดือนกล่าว

ขอบคุณที่มาจาก BBC

วิธีการฝึกสอนลูกช้าง

      ลูกช้างที่สมบูรณ์ เมื่อมีอายุประมาณ ๔-๕ ขวบ จะมีร่างกายใหญ่โตพอ ที่จะฝึกให้ทำงานต่างๆ ได้ ประกอบกับเป็นระยะเวลา ที่ลูกช้างหย่านมแล้ว การฝึกลูกช้างที่มีอายุน้อย ทำได้ง่ายกว่าฝึกลูกช้างที่มีอายุมาก ลูกช้างที่โตเกินไป มักจะทนต่อการถูกบังคับ และทนต่อการฝึกสอนไม่ได้ จึงอาจจะตายในระยะฝึกสอนได้ง่ายกว่าลูกช้างที่มีอายุน้อยๆ การฝึกสอนลูกช้างแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ

๑. การฝึกสอนเบื้องต้น

      ใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน เริ่มตั้งแต่วันลูกช้างเข้าคอกที่เตรียมไว้ สถานที่ที่ฝึกสอนควรเป็นสถานที่ร่มเย็น และใกล้น้ำ เพราะจะต้องให้ลูกช้างฝึกอาบน้ำด้วย การจับลูกช้างเข้าคอกในระยะแรกมีความลำบากมาก เพราะแม่ช้างมักไม่ยอมให้แยกลูกของตัวออกไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพรากแม่ช้างให้ไปอยู่ไกลๆ หรือมัดแม่ช้างไว้กับต้นไม้เสียก่อน แล้วใช้เชือกคล้องฉุดลูกช้างเข้าคอก ในระยะ ๑ เดือน ที่ลูกช้างได้รับการฝึกเบื้องต้นนี้ ลูกช้างจะได้รับการสอนให้รู้จัก การใส่ปลอกขาหน้าหรือ “จะแคะ” การมีคนขึ้นขี่หลัง การยกเท้าหน้าให้คนขี่ขึ้นลง การเดินไปยังที่ต่างๆ โดยมีคนขี่คอคอยบังคับ การอาบน้ำ ฯลฯ ในระหว่างการฝึกนี้ ผู้ฝึกจะต้องนำลูกช้างเข้าออกคอกอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำความคุ้นเคยกับคนขี่คอ ซึ่ง จะเป็น “ควาญ” ในเวลาต่อไป เมื่อเสร็จจากการฝึกเบื้องต้นแล้ว ก็ถึงระยะการฝึกขั้นสุดท้าย

๒. การฝึกขั้นสุดท้าย 

      คือ การฝึกงานด้านทำไม้ซึ่งเป็นการฝึกทีละขั้นให้ลูกช้างรู้จักกับการใส่เครื่องอุปกรณ์ สำหรับใช้ในการชักลากไม้ ฝึกชักลากไม้แบบต่างๆ ถ้าเป็นลูกช้างตัวผู้ที่มีงา ก็ฝึกการยกไม้ด้วยงา ฝึกการทำไม้บนเขา ทำไม้ในลำห้ว ย ฝึกให้ทำงานร่วมกับช้างอื่น ตลอดจนฝึกให้ชินกับเสียงของเครื่องยนต์ที่ใช้ในการทำไม้ การฝึกลูกช้างในการทำไม้นี้ ต้องใช้เวลานาน ๓-๔ ปี เพราะต้องค่อยๆ ฝึกทีละน้อย และให้ลากไม้ท่อนเล็กๆ ไปพลางก่อน ความจริงการฝึกขั้นสุดท้ายนี้อาจจะใช้เวลาเพียง ๑ หรือ ๒ ปีก็พอ แต่เมื่อฝึกไปแล้ว ช้างยังตัวเล็กอยู่ ยังใช้ทำงานหนักไม่ได้ จึงทำให้ดูคล้ายกับว่า การฝึกในระยะนี้ต้องใช้เวลานาน

การฝึกลูกช้างโดยใส่เครื่องหลัง

“ช้างไทย” ตำนานผูกพันคู่แผ่นดิน

วันที่ 13 มี.ค.ของทุกปี นับเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ด้วยถูกกำหนดให้เป็น “วันช้างไทย” วันที่เราชาวไทยทุกคนจะได้รำลึกถึงความสำคัญของช้าง สัตว์คู่บ้านคู่เมืองที่มีตำนานความผูกพันคู่ผืนแผ่นดินไทยมานับแต่อดีตกาล


เป็นเวลาเนิ่นนานหลายศตวรรษ ที่ “ช้าง” ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทย จนอาจกล่าวได้ว่า ชีวิตผู้คนในอดีตผูกพันอยู่กับช้างเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านศาสนา พระมหากษัตริย์ เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่การศึกสงคราม


“ช้าง” นับเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ไทย ที่ดำรงอยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านาน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สยามประเทศเคยใช้ธงชาติเป็น “รูปช้างเผือก” โดยชาวไทยเชื่อกันว่า ช้างเผือกเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ ช้างเผือกจึงได้รับการยกย่องเสมือนเจ้านายชั้นเจ้าฟ้า

ไม่เพียงเท่านั้น ในประวัติศาสตร์ชาติไทยยังได้จารึกไว้ว่า ช้างได้เข้ามามีส่วนในการปกป้องเอกราชและความเป็นชาติให้แก่ชาวไทยหลายยุคหลายสมัย ในสมัยกรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงรวบรวมชายไทยให้เป็นปึกแผ่นและมั่นคงบนหลังช้างทรงพระที่นั่ง และในสมัยพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ได้ทรงประกาศเอกราชและความเป็นชาติของคนไทยบนหลังช้างทรงพระที่นั่งด้วยเช่นกัน ซึ่งช้างทรงในสมเด็จพระนเรศวรนับว่าเป็นช้างไทยที่ได้รับเกียรติอันสูงสุด โดยจากความกล้าหาญในสมรภูมิรบ ทำให้ช้างไทยเชือกนี้ได้รับพระราชทานยศให้เป็นถึง “เจ้าพระยาปราบหงสาวดี”

ครั้นในยุคสมัยที่การคมนาคมยังไม่เจริญเทียบเท่ากับในปัจจุบัน มนุษย์ยังไม่ได้มีการพัฒนาเครื่องจักรต่างๆ สำหรับนำมาใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงเพื่อการขนส่งของ ช้างคือพาหนะที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับมนุษย์ เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ใหญ่ที่มีความเฉลียวฉลาดและมีพละกำลังมหาศาล ช้างจึงสามารถขนส่งสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในปริมาณมากได้อย่างเข้มแข็งและอดทน

ด้านการสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่ดีงามของชาติไทย เมื่อแรกเริ่มการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ช้างคือ พาหนะสำคัญที่อัญเชิญพระพุทธมณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกตมาสถิตย์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นอกจากนี้ในงานพระราชพิธีต่างๆ อาทิ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือในงานพระราชทานงานเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติแก่พระราชอาคันตุกะหรือประมุขของต่างประเทศที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ก็จะนำช้างเผือกแต่งเครื่องคชาภรณ์ไปยืนที่แท่นเกยช้างด้านตะวันตกของพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ในพระบรมมหาราชวังเพื่อประกอบพระเกียรติยศ เป็นต้น

ความรู้ทั่วไป เกี่ยวกับสายพันธุ์ช้าง


ช้างในประเทศไทย ช้างในประเทศไทยเป็นช้างเอเซียชนิดพันธุ์ย่อยอินเดีย (Elephas maxinus indicus) บางครั้งจึงเรียก Indian Elephant 

งาคือส่วนใดของฟันช้าง งาเป็นส่วนของฟันตัดคู่หน้าด้านบนของช้าง มิใช่เขี้ยวดังที่เข้าใจ และจะมีการเจริญยื่นยาวออกไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต 

ช้างใช้งาเพื่อเป็นอาวุธ แสดงอำนาจ เป็นเครื่องมือขุดงัด ฯลฯ 

ช้างป่าในประเทศไทยมีที่ใด เรายังพบช้างป่าได้ตามอุทยานและเขตรักษาพันธุ์

สัตว์ป่า เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อ่างฤาไน แก่งกระจาน กุยบุรี เขาสอยดาว ภูหลวง ฯลฯ

 ช้างกินนม

อย่างไร ลูกช้างกินนมโดยการใช้ปากดูดนมโดยตรงจากเต้านมแม่ที่มี 1 คู่ตรงตำแหน่งหน้าอกตรงกับขาคู่หน้า 

ช้างตกมัน อาการ : มีน้ำมันไหล

จากต่อมขมับ อารมณ์ฉุนเฉียว ดื้อ จนถึงดุร้าย ไม่สามารถควบคุมได้ ปัสสาวะบ่อย อวัยวะเพศแข็งตัว การตกมันเกิดได้ทั้งช้างเพศผู้และเพศ

เมีย แต่ความรุนแรงจะมีมากในช้างเพศผู้ สาเหตุ : ช้างที่มีความสมบูรณ์สูง พลังงานสะสมมาก ไม่ได้ใช้งาน เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ระยะใกล้ฤดูผสม

พันธุ์จะเริ่มมีอาการตกมัน การตกมันเกิดขึ้นทุกปี กินเวลาคราวละประมาณ 2-3 อาทิตย์แล้วจะหายกลับเป็นปกติเอง

 อาหารของช้าง ช้างเป็น

สัตว์กินพืช โดยใช้งวงจับป้อนเข้าปากแล้วบดเคี้ยวด้วยฟันกราม พืชอาหารช้าง ได้แก่ ไผ่ ประดู่ รัง หญ้า เพ็ก แขม กล้วย หมาก อ้อย ข้าว 

ฯลฯ ปริมาณ วันละประมาณ 200 ถึง 250 กิโลกรัม ช้างใช้น้ำดื่มกิน เล่นและอาบ ประมาณวันละ 200 ลิตร นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องได้รับแร่ธาตุ

อื่นๆ จาก ดินโป่งอีกด้วย