Slider

วิธีการฝึกสอนลูกช้าง

      ลูกช้างที่สมบูรณ์ เมื่อมีอายุประมาณ ๔-๕ ขวบ จะมีร่างกายใหญ่โตพอ ที่จะฝึกให้ทำงานต่างๆ ได้ ประกอบกับเป็นระยะเวลา ที่ลูกช้างหย่านมแล้ว การฝึกลูกช้างที่มีอายุน้อย ทำได้ง่ายกว่าฝึกลูกช้างที่มีอายุมาก ลูกช้างที่โตเกินไป มักจะทนต่อการถูกบังคับ และทนต่อการฝึกสอนไม่ได้ จึงอาจจะตายในระยะฝึกสอนได้ง่ายกว่าลูกช้างที่มีอายุน้อยๆ การฝึกสอนลูกช้างแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ

๑. การฝึกสอนเบื้องต้น

      ใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน เริ่มตั้งแต่วันลูกช้างเข้าคอกที่เตรียมไว้ สถานที่ที่ฝึกสอนควรเป็นสถานที่ร่มเย็น และใกล้น้ำ เพราะจะต้องให้ลูกช้างฝึกอาบน้ำด้วย การจับลูกช้างเข้าคอกในระยะแรกมีความลำบากมาก เพราะแม่ช้างมักไม่ยอมให้แยกลูกของตัวออกไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพรากแม่ช้างให้ไปอยู่ไกลๆ หรือมัดแม่ช้างไว้กับต้นไม้เสียก่อน แล้วใช้เชือกคล้องฉุดลูกช้างเข้าคอก ในระยะ ๑ เดือน ที่ลูกช้างได้รับการฝึกเบื้องต้นนี้ ลูกช้างจะได้รับการสอนให้รู้จัก การใส่ปลอกขาหน้าหรือ “จะแคะ” การมีคนขึ้นขี่หลัง การยกเท้าหน้าให้คนขี่ขึ้นลง การเดินไปยังที่ต่างๆ โดยมีคนขี่คอคอยบังคับ การอาบน้ำ ฯลฯ ในระหว่างการฝึกนี้ ผู้ฝึกจะต้องนำลูกช้างเข้าออกคอกอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำความคุ้นเคยกับคนขี่คอ ซึ่ง จะเป็น “ควาญ” ในเวลาต่อไป เมื่อเสร็จจากการฝึกเบื้องต้นแล้ว ก็ถึงระยะการฝึกขั้นสุดท้าย

๒. การฝึกขั้นสุดท้าย 

      คือ การฝึกงานด้านทำไม้ซึ่งเป็นการฝึกทีละขั้นให้ลูกช้างรู้จักกับการใส่เครื่องอุปกรณ์ สำหรับใช้ในการชักลากไม้ ฝึกชักลากไม้แบบต่างๆ ถ้าเป็นลูกช้างตัวผู้ที่มีงา ก็ฝึกการยกไม้ด้วยงา ฝึกการทำไม้บนเขา ทำไม้ในลำห้ว ย ฝึกให้ทำงานร่วมกับช้างอื่น ตลอดจนฝึกให้ชินกับเสียงของเครื่องยนต์ที่ใช้ในการทำไม้ การฝึกลูกช้างในการทำไม้นี้ ต้องใช้เวลานาน ๓-๔ ปี เพราะต้องค่อยๆ ฝึกทีละน้อย และให้ลากไม้ท่อนเล็กๆ ไปพลางก่อน ความจริงการฝึกขั้นสุดท้ายนี้อาจจะใช้เวลาเพียง ๑ หรือ ๒ ปีก็พอ แต่เมื่อฝึกไปแล้ว ช้างยังตัวเล็กอยู่ ยังใช้ทำงานหนักไม่ได้ จึงทำให้ดูคล้ายกับว่า การฝึกในระยะนี้ต้องใช้เวลานาน

การฝึกลูกช้างโดยใส่เครื่องหลัง

ความรู้เกี่ยวกับสายพันธุ์ช้าง

ช้าง (Elephant) คือ สัตว์บกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม กินพืชเป็นอาหาร และชอบอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม หรือที่เรียกกันว่า โขลง ปัจจุบันจำนวนประชากรช้างทั่วโลกลดลงอย่างรวดเร็ว (ยกเว้นบางประเทศที่มีการอนุรักษ์อย่างจริงจัง) อันเนื่องมาจากการล่าช้างเพื่อเอางา ซึ่งมีราคาสูง อีกทั้งพืชที่ป่าที่ลดลง ทำให้แหล่งอาหารของช้างลดลงไปด้วย ดังนั้นจึงเกิดกระแสการอนุรักษ์ช้างขึ้นทั่วโลก รวมถึงการออกกฏหมายระหว่างประเทศในเรื่องการห้ามค้างาช้างอีกด้วย

ใกล้การสูญพันธุ์ - Endangered Wiedeife สัตว์ป่าไกล้สูญพันธุ์

ช้างมีกี่สายพันธุ์
ถ้าจัดแบ่งตามสายพันธุ์ ช้างในโลกเราจะมีอยู่ด้วยกัน 2 สายพันธุ์ คือ

1. ช้างแอฟริกา (African elephant)
ช้างแอฟริกาเป็นช้างที่มีขนาดใหญ่กว่าช้างเอเชีย มีหูขนาดใหญ่ ตัวผู้มีขนาดลำตัวสูง 3.5 – 4 เมตร หนัก 5-6 ตัน ส่วนตัวเมียจะมีขนาดเล็กกว่า คือสูงประมาณ 3 เมตร และหนัก 3.4 – 4.5 ตัน สามารถพบได้ทั่วไปแทบทุกส่วนของทวีปแอฟริกา ช้างแอฟริกามีงาทั้งตัวผู้และตัวเมีย นักวิทยาศาสตร์พบว่า ช้างแอฟริกาเกิดขึ้นมาตั้งแต่ยุคไพลสโตซีน (2,588,000 – 11,700 ปีมาแล้ว) ปัจจุบันมีช้างแอฟริกาเหลืออยู่ไม่เกิน 700,000 ตัว

2. ช้างเอเชีย (Asian elephant)
ช้างเอเชีย จะมีขนาดเล็กกว่าช้างแอฟริกา มีลักษณะลำตัวอ้วนกลม หัวกลมใหญ่ และมีนิสัยดุร้ายน้อยกว่าช้างแอฟริกา (ยกเว้นกรณีตกมันหรือบาดเจ็บ) ช้างเอเชียตัวผู้และตัวเมียจะมีขนาดไม่ต่างกันมาก ความสูงอยู่ในช่วง 2-4 เมตร และหนัก 3-5 ตัน ช้างตัวผู้เราจะมีชื่อเรียกเฉพาะว่าช้างพลาย หรือ ช้างงา ส่วนตัวผู้ที่ไม่มีงาจะเรียกว่าช้างสีดอ และตัวเมียจะเรียกว่า ช้างพัง โดยที่ช้างพังอาวุโสจะทำหน้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่ม หรือจ่าโขลง ปัจจุบันเหลือช้างเอเชียเหลืออยู่ในธรรมชาติราว 60,000 ตัว

ช้างเอเซียพันธุ์อินเดีย

เป็นช้างที่อาศัยอยู่ในป่าตามธรรมชาติบนผืนแผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเซีย ได้แก่ ประเทศเนปาล ภูฐาน อินเดีย พม่า ไทย ลาว เวียดนาม กัมพูชา แคว้นยูนนาน และมาเลเซีย สำหรับประเทศไทยพบกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ ช้างในประเทศไทยยังมีลักษณะที่น่าสังเกตุอีก ดังนี้ คือ

หนังมีขนเส้นห่างๆ ปลายหางมีขนเส็นยาวๆ งอกเป็นแนวด้านหน้าและด้านหลังของปลายหาง (ราว 2-3 นิ้ว) ขนหางยาวราว 7-8 นิ้ว โค้งไปจรดกันตรงปลาย
ลายฟันหน้า มักมีจำนวนตามลำดับชุดของกรามดังนี้ คือ 4, 8, 12, 16, 24 แต่อาจมากน้อยกว่านี้บ้างในบางราย
ช้างตัวผู้บางตัวมีงา เรียกว่าช้างพลาย ถ้างาใหญ่ เรียกว่า ช้างงาปลี ถ้างาเล็ก ยาวเรียว เรียกว่า ช้างงาเครือ ตัวผู้ที่ไม่มีงา เรียกว่า ช้างสีดอ (mukna)
ช้างตัวเมีย เรียก ช้างพัง ช้างสีดอและช้างพัง ไม่มีงา มีแต่ขนายที่ใช้แทนงา
ช้างเผือก คือ ช้างที่มีต่อมทำสีเมลานินผิดปกติ ผิวหนังและขนค่อนข้างเป็นสีหม้อใหม่ นัยน์ตาขาวๆ เหลืองๆ ส่วนอื่นๆ จะเป็นสีจาง ช้างแก่ๆ มักมีโคนงวงและใบหูตกกระเป็นสีหม้อใหม่เหมือนกัน
ช้างป่า เรียกหน่วยนับเป็น ตัว ช้างเลี้ยง เรียกหน่วยนับเป็น เชือก

ช้างป่าแอฟริกา

ช้างป่าแอฟริกา (อังกฤษ: African forest elephant; ชื่อวิทยาศาสตร์: Loxodonta cyclotis) เป็นช้างชนิดหนึ่ง เดิมเคยถูกจัดให้เป็นชนิดเดียวกันกับช้างพุ่มไม้แอฟริกา (L. africana) โดยใช้ชื่อว่า L. africana cyclotis จนกระทั่งในปี ค.ศ. 2010 หลักฐานทางการศึกษาทางดีเอ็นเอพบว่าเป็นคนละชนิดกัน จึงแยกออกเป็นชนิดต่างหาก ถือเป็นสัตว์จำพวกช้าง 1 ใน 3 ชนิดที่ยังคงดำรงเผ่าพันธุ์มาจนถึงปัจจุบัน

ช้างป่าแอฟริกามีลักษณะคล้ายกับช้างพุ่มไม้แอฟริกา แต่มีขนาดเล็กกว่าพอสมควร มีใบหูเล็กและกลมกว่า งาเรียวยาวและตรงกว่า บางตัวอาจชี้ลงพื้น เท้าหน้ามี 5 นิ้ว เท้าหลังมี 4 นิ้ว ตัวเมียมีน้ำหนักราว 2 ตัน มีความสูงราว 3 เมตร ตัวผู้มีขนาดโตกว่าเล็กน้อย ถิ่นอาศัยมักอยู่ตามป่าทึบสลับทุ่งหญ้าตอนกลางและทางตะวันตกของทวีปแอฟริกา ซึ่งพบได้แคบกว่าช้างพุ่มไม้แอฟริกา เข้าสู่วัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุได้ 8–11 ปี ระยะเวลาตั้งท้องนาน 18–22 เดือน ลูกช้างแรกคลอดหนักประมาณ 50–100 กิโลกรัม มีความสูง 80–100 เซนติเมตร ต้องการอาหารวันละ 60–120 กิโลกรัม น้ำวันละ 60–120 ลิตร อาหารที่ชอบ คือ ใบไม้, หญ้าแห้ง และรากไม้

ช้างป่าแอฟริกาเคยถูกเรียกว่าเป็น “ช้างแคระ” เนื่องจากมีขนาดใหญ่เต็มที่มีน้ำหนักเพียง 900 กิโลกรัม (1,980 ปอนด์) เท่านั้น พบในลุ่มน้ำคองโกโดยนักสัตว์ประหลาดวิทยา ในขณะนั้นใช้ชื่อว่า Loxodonta pumilio

นอกจากนี้แล้ว ช้างป่าแอฟริกาในอดีตเคยถูกใช้เป็นช้างศึกของฮันนิบาล แม่ทัพแห่งคาร์เทจ ในสงครามพิวนิคกับโรมัน ในการเดินทางผ่านเทือกเขาแอลป์ งาช้างป่าแอฟริกามีสีชมพูนวลสวยกว่างาช้างพุ่มไม้แอฟริกา จึงมีราคาซื้อขายแพงกว่า โดยอยู่ที่คู่ละ 90,000 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน

“ช้างไทย” ตำนานผูกพันคู่แผ่นดิน

วันที่ 13 มี.ค.ของทุกปี นับเป็นวันสำคัญอีกวันหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทย ด้วยถูกกำหนดให้เป็น “วันช้างไทย” วันที่เราชาวไทยทุกคนจะได้รำลึกถึงความสำคัญของช้าง สัตว์คู่บ้านคู่เมืองที่มีตำนานความผูกพันคู่ผืนแผ่นดินไทยมานับแต่อดีตกาล


เป็นเวลาเนิ่นนานหลายศตวรรษ ที่ “ช้าง” ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อสังคมไทย จนอาจกล่าวได้ว่า ชีวิตผู้คนในอดีตผูกพันอยู่กับช้างเกือบทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็น ด้านศาสนา พระมหากษัตริย์ เศรษฐกิจ สังคม หรือแม้แต่การศึกสงคราม


“ช้าง” นับเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ไทย ที่ดำรงอยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลาช้านาน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สยามประเทศเคยใช้ธงชาติเป็น “รูปช้างเผือก” โดยชาวไทยเชื่อกันว่า ช้างเผือกเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ ช้างเผือกจึงได้รับการยกย่องเสมือนเจ้านายชั้นเจ้าฟ้า

ไม่เพียงเท่านั้น ในประวัติศาสตร์ชาติไทยยังได้จารึกไว้ว่า ช้างได้เข้ามามีส่วนในการปกป้องเอกราชและความเป็นชาติให้แก่ชาวไทยหลายยุคหลายสมัย ในสมัยกรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงรวบรวมชายไทยให้เป็นปึกแผ่นและมั่นคงบนหลังช้างทรงพระที่นั่ง และในสมัยพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ได้ทรงประกาศเอกราชและความเป็นชาติของคนไทยบนหลังช้างทรงพระที่นั่งด้วยเช่นกัน ซึ่งช้างทรงในสมเด็จพระนเรศวรนับว่าเป็นช้างไทยที่ได้รับเกียรติอันสูงสุด โดยจากความกล้าหาญในสมรภูมิรบ ทำให้ช้างไทยเชือกนี้ได้รับพระราชทานยศให้เป็นถึง “เจ้าพระยาปราบหงสาวดี”

ครั้นในยุคสมัยที่การคมนาคมยังไม่เจริญเทียบเท่ากับในปัจจุบัน มนุษย์ยังไม่ได้มีการพัฒนาเครื่องจักรต่างๆ สำหรับนำมาใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงเพื่อการขนส่งของ ช้างคือพาหนะที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับมนุษย์ เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ใหญ่ที่มีความเฉลียวฉลาดและมีพละกำลังมหาศาล ช้างจึงสามารถขนส่งสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในปริมาณมากได้อย่างเข้มแข็งและอดทน

ด้านการสร้างสรรค์วัฒนธรรมที่ดีงามของชาติไทย เมื่อแรกเริ่มการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ช้างคือ พาหนะสำคัญที่อัญเชิญพระพุทธมณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกตมาสถิตย์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นอกจากนี้ในงานพระราชพิธีต่างๆ อาทิ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือในงานพระราชทานงานเลี้ยงเพื่อเป็นเกียรติแก่พระราชอาคันตุกะหรือประมุขของต่างประเทศที่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ก็จะนำช้างเผือกแต่งเครื่องคชาภรณ์ไปยืนที่แท่นเกยช้างด้านตะวันตกของพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ในพระบรมมหาราชวังเพื่อประกอบพระเกียรติยศ เป็นต้น

“ช้างเผือก” ที่คนไทยและต่างชาติให้ความสนใจ

ช้างเผือกเกี่ยวพันกับวิถีชีวิตและความเชื่อของคนไทย ในพุทธศาสนาช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญและกำเนิดอันบริสุทธิ์เพราะพระนางสิริมหามายาทรงสุบินถึงช้างเผือกก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงประสูติ ในคติฮินดูช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์คู่บารมีของกษัตราธิราช ความเชื่อเหล่านี้ทำให้ช้างเผือกเป็นเสมือนตัวแทนพระราชอำนาจของกษัตริย์ในดินแดนสุพรรณภูมิมาตั้งแต่โบราณ

ช้างเผือกในประเทศแอฟริกามักอาการมีป่วยเป็นโรคตาฟาง ตาบอด และผิวหนังไหม้เกรียมจากแสงแดดที่ร้อนแรง

ตามพรบ.รักษาช้างป่า พ.ศ.2464 ซึ่งตราในสมัยร. 6 ไม่ได้ทรงระบุชื่อ “ช้างเผือก” แต่ทรงเรียกช้างที่มีลักษณะพิเศษว่า ช้างสำคัญ ช้างสีประหลาด และช้างเนียม ซึ่งมีลักษณะหรือคชลักษณ์ต่างกันไป แต่ในทางชีววิทยา ช้างสีประหลาด หรือช้างเผือกถือเป็นความพิเศษด้านพันธุกรรมที่เกิดจากอัลลีลด้อยหรือยีนส์ด้อยที่ส่งผลให้ไม่มีเอมไซน์เมลาโนไซท์ ไทโรซิเนส (melamocyte tyrosinase) ไปเปลี่ยนสารไทโรซินให้กลายเป็นเมลานินหรือขาดการสร้างเม็ดสี เรียกว่าการเกิดภาวะผิวเผือก (Albinism)

หากเกิดภาวะเผือกแบบสมบูรณ์ (Complete Albinism) ช้างตัวนั้นจะมีผิวขาวอมชมพู มีเส้นขนและเล็บขาว และไม่มีเม็ดสีในม่านตาจนสะท้อนมาเห็นเป็นตาสีแดงทับทิม (เหมือนหนูและกระต่ายในห้องทดลอง) แต่ช้างเผือกส่วนใหญ่ที่พบในไทย พม่า และศรีลังกามักเป็นช้างเผือกแบบไม่สมบูรณ์ (Incomplete Albinism) จึงมักมีสีตัวที่อ่อนกว่าช้างทั่วไป เล็บขาว ขนขาว และมีม่านตาเป็นสีฟ้าหรือสีเทาเพราะม่านตายังพอจะมีเม็ดสีกรองแสงไว้บ้าง

การเกิดสีเผือกในสัตว์บางครั้งอาจจะไม่ได้เกิดจากยีนส์เผือกเพียงอย่างเดียว ในวาฬเพชฆาตที่ถูกนำมาจัดแสดงตัวหนึ่งเป็นโรค Chediak-Higashi Syndrome คล้ายในคนทำให้ผิวเปลี่ยนสีขาวโพลนทั้งตัวโดนไม่ทราบสาเหตุและรักษาไม่หาย

ว่ากันว่าสัดส่วนของสัตว์เผือกที่เกิดจากการผสมพันธุ์ตามธรรมชาติอาจจะมีสัดส่วนให้เห็นมากสุดราว 1 % ของประชากร สอดคล้องกับทฤษฏีสมดุลประชากรที่ระบุว่าอัลลีลด้อยหรือยีนส์ด้อยที่ควบคุมลักษณะหนึ่งๆ จะมีการถ่ายโอนไปมาระหว่างประชากรและจะเริ่มเห็นการแสดงออกเพิ่มขึ้นหากมีประชากรลดน้อยลง หรือถูกจำกัดพื้นที่อาศัย ซึ่งอาจทำให้เกิดการเกิดผสมเลือดชิด (inbreeding)

อีกนัยหนึ่งก็อาจสื่อถึงสัญญาณอันตรายต่อความหลากหลายของยีนในประชากร โดยสัตว์เผือกเองก็มักมีปัญหาในการดำรงชีวิต เช่น ไม่สามารถพรางตัวได้ หรือมักมีโรคเกี่ยวดวงตาและผิวหนังที่มีเม็ดสีเพื่อกรองแสงน้อย ทำให้มีอายุสั้นหรือรอดจากผู้ล่าได้ยาก แต่ในทางกลับกันหากพวกมันหรือพ่อแม่ที่มียีนด้อยแฝงอยู่ ยังรักษาชีวิตให้อยู่รอดได้ หรือมีเสน่ห์พอจะหาคู่ผลิตลูกหลาน ลักษณะด้อยนั้นก็จะยังคงปรากฏให้พบเห็นปะปนในประชากรส่วนใหญ่ เช่น วาฬหลังคร่อมในออสเตรเลียซึ่งมีวาฬสีเผือก 10-15 ตัวจากประชากรราว 15,000 ตัว

ช้างเผือกก็อาจจะเป็นสัตว์อีกชนิดหนึ่งที่มักจะพบว่ามีช้างโตเต็มวัยและลูกช้างเผือกเกิดในธรรมชาติมาตั้งแต่โบราณ ซึ่งอาจจะเป็นสัญลักษณ์ทั้งสองด้านคือประชากรช้างในบางกลุ่มอาจจะเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ จนเกิดช้างเผือกซึ่งเป็นลักษณะด้อยมากขึ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือในกลุ่มประชากรนั้นยอมรับช้างเผือกเท่าเทียมกับช้างปกติจึงยังสามารถสืบสายพันธุ์สีประหลาดของตนเองได้

เนื่องจากประชากรช้างกลุ่มใหญ่ที่ถูกแยกออกจากกันไป จากการตั้งรกรากของคนในสุพรรณภูมิต่อเนื่องเป็นเวลานาน จึงทำให้ลักษณะการเกิดช้างเผือกอาจจะมีความแปรผันเฉพาะตัวตามกลุ่มประชากร ทำให้ตำราคชลักษณ์ของไทย พม่า และลาวจึงมองช้างเผือกแตกต่างกันไปด้วย

ช้างเผือกในพม่า ตอนนี้ที่ออกสื่ออย่างเปิดเผยมี 8 ช้าง อยู่ที่ย่างกุ้ง 3 ช้าง และเนปิตอร์ 5 ช้าง
ช้างเผือกในพม่า ตอนนี้ที่ออกสื่ออย่างเปิดเผยมี 8 ช้าง อยู่ที่ย่างกุ้ง 3 ช้าง และเนปิตอร์ 5 ช้าง

แม้บางคนจะมองว่าช้างเผือกเป็นเพียงสัตว์ที่มีเม็ดสีผิดปกติแต่ช้างเผือกก็ของสูงค่าเป็นที่ต้องการมาแต่โบราณ และศาสตร์ของการเลี้ยงดูช้างเผือกก็ถือเป็นภูมิปัญญาที่สั่งสมในชาวเอเชียเท่านั้น เพราะช้างเผือกเคยทำให้ฝรั่งเข็ดขยาดอย่างหนักมาตั้งแต่สมัย ศตวรรษที่ 15 เมื่อโปรตุเกตนำช้างเผือกจากสยามและอินเดียขึ้นเรือรอนแรมไปถวายกษัตริย์และสมเด็จพระสังคราช แต่ถึงมีค่าเพียงใดด้วยที่ฝรั่งไม่รู้วิธีเลี้ยงทำให้สุดท้ายก็รักษาช้างเผือกไว้ไม่ได้

แม้ภายหลังที่อังกฤษตีพม่าสำเร็จแล้วนำช้างเผือกพร้อมควาญไปโชว์ตัวในสวนสัตว์ลอนดอนก็เลี้ยงได้ไม่นานเพราะอากาศหนาว จนเกิดสำนวนฝรั่งเชิงประชดประชันว่า “white elephant” คือ “ของมีค่าแต่ยากเกินจะดูแลรักษาจนเหมือนของที่ไม่มีประโยชน์ต่อการลงทุน” แต่ในปัจจุบันแม้แต่ในสายตาฝรั่ง ช้างเผือกก็ยังเป็นของแปลก หายาก และที่สำคัญคือมีทั้งคุณค่าและมูลค่าในตนเอง

การจัดการช้างเผือกที่พบในธรรมชาติมีความแตกต่างกัน ตามความเชื่อและกฏหมายของแต่ละประเทศ ในประเทศไทยตาม พรบ.รักษาช้างป่า พ.ศ.2464 ได้ระบุให้ผู้พบเห็นช้างสำคัญ หรือช้างสีประหลาดที่จับได้หรือตกลูกให้เป็นสมบัติของแผ่นดินห้ามมิให้โอนกรรมสิทธิ์ แม้จะมีพรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่าปี 2535 มาบังคับใช้เกี่ยวกับการดูแลคุ้มครองสัตว์ป่าเพิ่มเติม ก็ถือปฏิบัติตามธรรมเนียมเดิม

ส่วนในประเทศพม่าได้มีการรวบรวมช้างเผือกในธรรมชาติครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2544 เป็นต้นมาและช้างเผือกส่วนมากมักคล้องได้จากกลุ่มประชากรใกล้พรมแดนบังคลาเทศในรัฐยะไข่ และตอนนี้ถูกรักษาไว้ในกรุงเนปิตอร์เพื่อเป็นสัญลักษณ์แทนความก้าวหน้าและโชคดีของพม่ายุคใหม่ มีหน้าที่ต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง และดูเหมือนรัฐบาลพม่าก็วางแผนการขยายพันธุ์ช้างเผือกด้วยเช่นกัน ไม่แน่ว่าในอนาคตช้างเผือกพม่าอาจมีค่าทางการทูตเหมือนแพนด้าจีนก็เป็นได้

ส่วนในศรีลังกาก็พบช้างเผือกปะปนในฝูงช้างป่าในเขตอุทยานแห่งชาติยาลา แต่หากข้ามไปดูประชากรช้างแอฟริกากลับพบช้างเผือกได้ยากกว่าช้างเอเชีย เพราะในสภาพธรรมชาติที่เป็นทุ่งโล่งการเกิดมามีตัวสีขาวสว่างถือเป็นอัตรายล่อตาล่อใจให้สิงโต และหมาไนให้น้ำลายไหลได้ง่ายกว่า แต่ก็มีการรายงานการพบลูกช้างเผือกตัวสีชมพูสดใส 1 ตัวจากกล้องดักถ่ายในบอสซาวาน่า และอีก 1 ตัวในประเทศแอฟริกาใต้

แต่ไม่ว่าจะเป็นช้างป่าหรือช้างสีประหลาดก็มีความเท่าเทียมกันในเรื่องของบทบาททางนิเวศวิทยาที่มีความสามารถในการเบิกนำฝูงสัตว์ให้มีแหล่งอาหารใหม่ๆ การกระจายเมล็ดพันธุ์พืช การเปิดพื้นที่ในทุ่งหรือการเปิดหน้าดินโป่งให้เกิดแหล่งแร่ธาตุเสริมชีวิต จนได้ชื่อว่าเป็น “Umbrella specie” หรือ “ชนิดพันธุ์ผู้เป็นร่มเงา” ให้กับสัตว์อื่นได้พึ่งพิง

เมื่อมองด้วยกรอบคิดด้านการอนุรักษ์และการจัดการช้างป่าถูกจัดเป็น “Flagship species” หรือ “ชนิดพันธุ์เรือธง” ที่ใครๆ ก็ให้ความสนใจ ดังนั้นการพบช้างเผือกในป่าจึงเหมือนกับการพบ “super flagship” หรือ “ยอดเรือธง” ที่น่าจะสามารถนำพาความสนใจให้มองมาที่จุดเดียวได้ไม่ยาก

หรือแม้แต่การจัดการอนุรักษ์แบบใหม่ที่ผสานพฤติกรรมการใช้พื้นที่อาศัย คุณค่าทางการอนุรักษ์ และคุณค่าทางวัฒนธรรมตามกรอบคิดที่เรียกว่า “landscape species” หรือ “ ชนิดพันธุ์แห่งผืนป่า” ที่มุ่งเน้นการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิทยาศาสตร์ นักมนุษศาสตร์ และนักสังคมศาสตร์เพื่อก่อให้เกิดการอนุรักษ์ที่ยั่งยืน แต่สุดท้ายการใช้ประโยชน์จากความสนใจ และมุมมองของคนในสังคมอาจที่เป็นเรื่องน่าขบคิดเพื่อวิธีการจัดการช้างเผือกและช้างป่าให้ดีที่สุด

พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ช้างต้นช้างสำคัญในรัชกาลปัจจุบัน
พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ช้างต้นช้างสำคัญในรัชกาลปัจจุบัน

นายปรี๊ดจึงขอสะกิดให้ทุกท่านลองวางใจให้เป็นกลาง ช่วยกันมองหาแนวทางใหม่ๆ เพื่อจัดการ “ช้างพิเศษและผองเพื่อน” อย่างสร้างสรรค์ เผื่อฮีโร่ช้างเผือกจะได้กลายเป็นซูเปอร์ช้าง ขยายผลไปสู่การอนุรักษ์เพื่อนช้างป่าตัวอื่น ๆ ให้ได้ชูงวงร้องดีใจกันได้บ้าง

1.) ช้างเผือกอาจใช้เป็นเรือธงของการศึกษาและวิจัย ในระหว่างที่เรารอลุ้นว่าช้างสีประหลาดที่พบจะมีลักษณะต้องตามคชลักษณ์จนได้ขึ้นเป็นช้างสำคัญหรือไม่ สื่อทุกแขนงและคนทั่วไปแสดงความสนใจช้างเผือกกันอย่างคึกคัก แต่คำถามก็คือเราได้จะใช้โอกาสนี้สร้างความเข้าใจ และจัดการองค์ความรู้เรื่องเกี่ยวกับช้างเผือก ทั้งในด้านการอนุรักษ์ สังคม วัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ได้มากขนาดไหน?

ในชั้นเรียนเด็กไทยรู้หรือไม่ว่าช้างเผือกในทางชีววิทยาและช้างสำคัญตามตำราคชรักษ์ต่างกันตรงไหน? ช้างเผือกมีความสำคัญเพียงไหนในสังคมไทย? หากสนใจเรื่องช้างเผือกเราจะพาลูกหลานไปศึกษา หรือดูของจริงได้จากที่ไหน? หากท่านเองยังตอบคำถามเหล่าได้ยาก…คงต้องย้อนดูแล้วว่าปัจจุบันเราให้ความสำคัญเกี่ยวกับการจัดการความรู้เรื่องช้างไทยและช้างเผือกอยู่ในระดับไหน และเราจะช่วยกันเพิ่มเติมอย่างไรได้บ้าง?

เรื่องการศึกษาและวิจัยอีกเรื่องหนึ่งคือการพัฒนาความสามารถทางการแพทย์และสัตววิทยาที่เกี่ยวข้องกับช้างเผือกซึ่งอาจเป็นเรือธงชั้นดีในการขับเคลื่อนความรู้และทักษะการดูแลช้างพิเศษของสัตว์แพทย์และนักวิทยาศาสตร์ไทยให้เกิดผลงานระดับแนวหน้าของโลกได้

ทั้งนี้ เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีช้างสำคัญจำนวนหลายช้าง สัตวแพทย์ซึ่งได้ถวายงานดูแลสุขภาพช้างพิเศษเหล่านี้จึงถือได้ว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องช้างเผือกมากที่สุด เช่น โรคเกี่ยวกับตาซึ่งสัตว์เผือกมักมีปัญหาการติดเชื้อหรือตาอักเสบเพราะมีรงควัตุน้อยกว่าปกติ เป็นต้น ความเชี่ยวชาญนี้แม้จนรัฐบาลพม่าก็ยังต้องขอความร่วมมือให้สัตว์แพทย์ไทยไปช่วยดูแลช้างเผือกเป็นครั้งคราว ทั้งในเรื่องสุขภาพ และไปจนการผสมพันธุ์ช้างเผือก

การมองคุณค่าทางการศึกษาจึงอาจไม่ได้หยุดเพียงเรื่องของช้างและวัฒนธรรมแต่ในเรื่องวิทยาศาสตร์และการแพทย์ช้างเผือกก็ถือเป็นแรงขับที่ยอดเยี่ยมได้ หรือแม้แต่ประเด็นที่หลายคนถกเถียงกันในเรื่องของการอนุรักษ์ช้างเผือกในพื้นที่ธรรมชาติ (In-situ Conservation) หรือการนำมาอนุรักษ์นอกพื้นที่ธรรมชาติ (Ex-situ Conservation) มีข้อดีข้อเสียอย่างไร? หรือการปล่อยให้ช้างเผือกอยู่ตามธรรมชาติและติดตามดูแล จะดีกว่าการนำเข้ารักษาไว้ในส่วนกลางให้พ้นมือพรานทางไหนจะมีผลดีกับช้างมากกว่า?

หากมองในแง่ดี ประเด็นถกเถียงที่หลากหลายอาจไม่ใช่ความขัดแย้ง แต่อาจแสดงถึงความใส่ใจและสนใจร่วมกัน เพราะนายปรี๊ดเชื่อว่าคนไทยส่วนมากล้วนแต่มองเห็นถึงประโยชน์ของการอนุรักษ์ช้างพิเศษและประเทศเป็นสำคัญ การถกเถียงให้เกิดประโยชน์จึงน่าจะมีเจ้าภาพที่เป็นกลางช่วยถอดบทเรียนเพื่อนำไปทดลองปฏิบัติจริงตามข้อเสนอของแต่ละฝ่าย

แม้เป็นภาพฝันแต่หากทำได้จริง สังคมไทยก็น่าจะหลุดพ้นจากภาวะของการทุ่มเถียงกันแต่ไม่เกิดประโยชน์ แล้วก็ปล่อยให้ผ่านเลยไปโดยไม่ได้ถอดบทเรียน หรือสร้างสรรค์องค์ความรู้หรือแนวทางใหม่ๆ ให้กับสังคม ซึ่งถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย

ช้างที่ถูกระบุว่ามีมีลักษณะเผือก แลบันทึกภาพโดยผู้สื่อข่าว นสพ.เพชรภูมิ
ช้างที่ถูกระบุว่ามีมีลักษณะเผือก แลบันทึกภาพโดยผู้สื่อข่าว นสพ.เพชรภูมิ

2.) ช้างเผือกอาจใช้เป็นเรือธงของการอนุรักษ์อย่างมีส่วนร่วม จากข่าวล่าสุดที่เปิดเผยตอนนี้ คือ นายสัตวแพทย์จากกรมอุทยานแห่งชาติ และเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังต้องลงพื้นที่เพื่อพิสูจน์คชลักษณ์ของช้างสีประหลาดตัวนี้ ทั้งด้านรูปร่างและอุปนิสัยว่าเหมาะสมจะนำทูลเกล้าถวายหรือไม่ มีการงดบินสำรวจด้วยเฮลิคอปเตอร์เพื่อกันช้างเตลิด แต่ใช้การเดินสำรวจภาพพื้นและติดกล้องดักถ่ายภาพแทน ซึ่งอาจให้เวลานานเป็นเดือนหรือเป็นปี

ด้วยเวลาที่อาจยาวนานจึงมีแนวคิดหลากหลายที่เสนอขึ้นมาเพื่อจัดการดูแลช้างเผือกให้อยู่รอดปลอดภัย ทั้งการที่เร่งให้เจ้าหน้าที่รีบคล้องออกมาเพื่อป้องกันพรานที่กำลังตามล่า บ้างก็เสนอให้ล้อมรั้วขนาดใหญ่เพื่อป้องกันไม่ให้ข้ามแดนไปเขตอันตราย บางคนอยากให้มีการคุ้มกันแบบแรดขาวถิ่นเหนือซึ่งมีประชากรเหลือไม่ถึง 10 ตัว จนเจ้าหน้าที่ทหารของอูกันดาถึงกับต้องผลัดเวรเฝ้าช้างตลอด 24 ชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม หลายคนเริ่มมองถึงปัญหาหากจะเอาอย่างอูกันดาว่า เจ้าหน้าที่จะมีกำลังดูแลพอหรือไม่ อีกทั้งในสภาพป่าที่รกทึบและการเข้าใกล้สัตว์ป่าอาจจะเป็นการรบกวนมากกว่าดูแล บริบทการค้นหาและจัดการช้างเผือกจึงต้องปรับตามบริบทของปัญหาในปัจจุบัน

หากกระโดดข้ามเรื่องการติดตามช้างเผือกแต่มองไกลไปถึงการอนุรักษ์ช้างป่าแก่งกระจาน เพราะหากมีการจัดการที่ดีประชากรช้างที่เหลืออาจได้รับผลดีตามมาด้วย และแน่นอนว่าหากดูแลช้างโขลงนี้ให้ดี ในระยะยาวความเป็นไปได้ที่จะพบช้างเผือกตัวที่สองเกิดขึ้นจากกลุ่มประชากรที่ยีนสีเผือกสะสมอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้

พร้อมกัันนี้มีความสำเร็จในการอนุรักษ์ช้างป่าใกล้ตัวที่เปิดให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการดูแลเป็นหูเป็นตาให้กับเจ้าหน้าที่ เช่น อุทยานแห่งชาติกุยบุรีที่มีการจัดการพื้นที่อาศัยภายในป่าของช้าง และเปิดโอกาสให้ทั้งนักเรียนรอบๆ อุทยานและคนเมืองที่สนใจได้มีโอกาสใกล้ชิด ช่วยเหลือช้าง โดยมีกิจกรรมของภาคเอกชนร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานฯ จัดกิจกรรมให้ความรู้กับประชาชน และนักเรียนที่อาศัยรอบอุทยานและร่วมกันนับการเปลี่ยนแปลงจำนวนช้างป่าในรอบปี

อีกตัวอย่างคือกรณีศึกษาในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ และอุทยานแห่งชาติทองผาภูมิที่สามารถลดความรุนแรงจากความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและช้างป่าให้กลายมาเป็นวิถีที่อยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขมากขึ้น และมีหลักสูตรส่งเสริมความรู้ความเข้าใจของชาวบ้านร่วมกับการทำงานของนักวิจัยอย่างต่อเนื่อง ซึ่งชี้ให้เห็นว่าแม้ช้างป่าทุกที่จะมีปัญหา แต่หากตีโจท์ของพื้นที่ให้แตกและเปิดโอกาสให้ประชาชนได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการช่วยเหลืองานราชการบ้าง ก็อาจจะเป็นทางออกที่ดี

นอกจากนี้ยังมีตัวอย่างการจัดการสัตว์พิเศษในสภาพธรรมชาติในระดับโลกที่ชัดเจนก็เกิดขึ้นในหลายที่ เช่น การอนุรักษ์ฝูงวาฬเพชรฆาตซึ่งมีสมาชิกสีเผือก 2-3 ตัวในบริเวณหมู่เกาะคอมมานเดอร์ส ทางตะวันออกของคาบสมุทรคัมชัตกาของรัสเซียก็กระตุ้นในนักวิทยาศาสตร์และนักอนุรักษ์หาทางทางเชื่อมต่อเขตอนุรักษ์เพื่อขยายพื้นที่ดูแลวาฬพิเศษเหล่านี้ให้ใหญ่ขึ้น ส่วนการอนุรักษ์สิงโตขาวในแอฟริกาก็มีรูปแบบการจัดการต่างกันออกไป คือ เป็นการอนุรักษ์แบบกึ่งธรรมชาติ โดยมีการเพาะเลี้ยงลูกสิงโตสายพันธุ์หายากแล้วนำกลับไปปล่อยให้เติบโต แพร่ขยายพันธุ์ในพื้นที่ธรรมชาติอีกครั้ง

อีกตัวอย่างที่น่ารักสำหรับการจัดการอนุรักษ์สัตว์เผือกภาคประชาชน คือ “สมาคมอนุรักษ์กระรอกเผือก หรือ Albino Squirrel Preservation Society” ซึ่งไม่ใช่เรื่องตลก แต่เป็นเรื่องจริงจังที่ตั้งขึ้นในปี 2001 โดยนักศึกษาใน University of Texas at Austin ซึ่งต้องการส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งมีชีวิตในมหาวิทยาลัย จึงตั้งสมาคมอนุรักษ์กระรอกเผือกซึ่งพบได้ในอเมริกา แคดานา และอังกฤษ

จนปัจจุบันสมาคมดังกล่าวมีสมาชิกมากถึง 700 คน จากมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เช่น University of Pennsylvania และ University of Cambridge ที่ร่วมทำกิจกรรมเพื่ออนุรักษ์กระรอกเผือกให้อยู่ในธรรมชาติได้อย่างสงบสุข เช่น การสำรวจประชากรประจำปี การระดมทุนเพื่อจัดการที่อยู่อาศัย ไปจนถึงถ่ายสารคดีส่งรายการดัง อย่าง animal planet

อาจจะเป็นเรื่องตลกหากมองว่าทำไมนายปรี๊ดถึงกล้านำกระรอกเผือกตัวจ้อยมาเทียบกับพี่ช้างเผือกตัวใหญ่ แต่ประเด็นที่น่าสนใจ คือ หากอนุรักษ์ภาคประชาชนที่มีเรือธงตัวจิ๋วอย่างเจ้ากระรอกหางฟูยังทำได้ การอนุรักษ์ช้างเผือกที่เป็นสัญลักษณ์ของชาติและสถาบันพระมหากษัตริย์อาจมีพลังมากกว่าที่คิด แต่ภาครัฐต้องปรับตัวให้เกิดช่องว่างพอที่จะให้ประชาชนได้อาสาแสดงบทบาทบ้าง เพราะบางทีภาพการอนุรักษ์ที่เจ้าหน้าที่ต้องแบกปืน เฝ้าระวังพรานทั้งวันอาจมีแนวร่วมจากคนรุ่นใหม่ ได้แนวคิดดีๆ หรือมีเทคโนโลยีติดตามสัตว์ป่าที่ทันสมัยเข้ามาสนับสนุนได้มากขึ้น

ถ้าถามความคิดเห็นส่วนตัวของนายปรี๊ดว่าคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ นายปรี๊ดของขอบอกในฐานะนักชีววิทยาว่า รู้สึกก็ดีใจที่คนส่วนใหญ่ เข้าใจ เห็นใจ และเห็นปัญหาที่เกิดขึ้นจริงกับสัตว์ป่า และคนทำงานอนุรักษ์ได้ชัดเจนมากขึ้น แต่นายปรี๊ดหวังให้อย่างน้อยการพบสัตว์พิเศษครั้งนี้น่าจะถือเป็นโอกาสสร้างเรือธงนำพาการจัดการองค์ความรู้ และการอนุรักษ์ช้างป่าจากทั้งภาครัฐและภาคประชาขน เพื่อให้พี่ช้างเค้าได้เดินท่องป่าปฏิบัติหน้าที่อย่างสมศักดิ์ศรี ไม่ต้องวิ่งหนีการไล่ล่า หรือแอบออกมาลักขโมยกินพืชผลการเกษตรอย่างน่าอดสูอย่างที่เป็นอยู่ก็พอ


ความรู้ทั่วไป เกี่ยวกับสายพันธุ์ช้าง


ช้างในประเทศไทย ช้างในประเทศไทยเป็นช้างเอเซียชนิดพันธุ์ย่อยอินเดีย (Elephas maxinus indicus) บางครั้งจึงเรียก Indian Elephant 

งาคือส่วนใดของฟันช้าง งาเป็นส่วนของฟันตัดคู่หน้าด้านบนของช้าง มิใช่เขี้ยวดังที่เข้าใจ และจะมีการเจริญยื่นยาวออกไปเรื่อยๆ ตลอดชีวิต 

ช้างใช้งาเพื่อเป็นอาวุธ แสดงอำนาจ เป็นเครื่องมือขุดงัด ฯลฯ 

ช้างป่าในประเทศไทยมีที่ใด เรายังพบช้างป่าได้ตามอุทยานและเขตรักษาพันธุ์

สัตว์ป่า เช่น อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง อ่างฤาไน แก่งกระจาน กุยบุรี เขาสอยดาว ภูหลวง ฯลฯ

 ช้างกินนม

อย่างไร ลูกช้างกินนมโดยการใช้ปากดูดนมโดยตรงจากเต้านมแม่ที่มี 1 คู่ตรงตำแหน่งหน้าอกตรงกับขาคู่หน้า 

ช้างตกมัน อาการ : มีน้ำมันไหล

จากต่อมขมับ อารมณ์ฉุนเฉียว ดื้อ จนถึงดุร้าย ไม่สามารถควบคุมได้ ปัสสาวะบ่อย อวัยวะเพศแข็งตัว การตกมันเกิดได้ทั้งช้างเพศผู้และเพศ

เมีย แต่ความรุนแรงจะมีมากในช้างเพศผู้ สาเหตุ : ช้างที่มีความสมบูรณ์สูง พลังงานสะสมมาก ไม่ได้ใช้งาน เชื่อว่าเมื่อเข้าสู่ระยะใกล้ฤดูผสม

พันธุ์จะเริ่มมีอาการตกมัน การตกมันเกิดขึ้นทุกปี กินเวลาคราวละประมาณ 2-3 อาทิตย์แล้วจะหายกลับเป็นปกติเอง

 อาหารของช้าง ช้างเป็น

สัตว์กินพืช โดยใช้งวงจับป้อนเข้าปากแล้วบดเคี้ยวด้วยฟันกราม พืชอาหารช้าง ได้แก่ ไผ่ ประดู่ รัง หญ้า เพ็ก แขม กล้วย หมาก อ้อย ข้าว 

ฯลฯ ปริมาณ วันละประมาณ 200 ถึง 250 กิโลกรัม ช้างใช้น้ำดื่มกิน เล่นและอาบ ประมาณวันละ 200 ลิตร นอกจากนี้ยังจำเป็นต้องได้รับแร่ธาตุ

อื่นๆ จาก ดินโป่งอีกด้วย



กำลังงานของช้าง

ช้างจะเริ่มทำงานได้เต็มที่ เมื่อมีอายุประมาณ ๒๕ ปี และเมื่ออายุประมาณ ๕๐ ปี ช้างจะมีกำลังถอยลง และจะทำงานเบาๆ เช่น ลากไม้เล็กๆ หรือขนของต่อไปได้ จนถึงอายุ ประมาณ ๖๐ ปี ต่อจากนั้นเจ้าของก็ให้หยุดทำงาน แล้วปล่อยให้กินหญ้าอยู่ตามลำพัง โดยมีการติดตามดูแลบ้างเป็นบางครั้งบางคราว กำลังความเข้มแข็งของช้าง เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับมนุษย์ โดยเปรียบเทียบจากหน่วยน้ำหนักที่เท่ากันแล้ว ช้างอ่อนแอกว่ามนุษย์ถึง ๑๐ เปอร์เซนต์ แต่ม้ากลับแข็งแรงกว่ามนุษย์ถึง ๒๕ เปอร์เซนต์ จะเห็นได้ว่า ช้างนั้นแม้ตัวใหญ่โตก็จริง แต่กำลังที่ใช้ทำงานยังอ่อนแอกว่ามนุษย์เสียอีก ช้างเชือกหนึ่งๆ นั้น ลากไม้ครั้งหนึ่งๆ ได้ มีน้ำหนักไม่เกิน ๒ ตัน ในด้านของการทำไม้ ช้างเชือกหนึ่งชักลากไม้ในป่า ซึ่งมีสภาพยากง่ายปานกลางได้ปีละประมาณ ๔๕๐ ลูกบาศก์เมตร ต่อระยะทางชักลากมาตรฐาน ๑ กิโลเมตร และสามารถยกไม้ด้วยงาได้ เป็นน้ำหนักไม่เกิน ๗๐๐ กิโลกรัม ในการบรรทุกของช้าง สามารถบรรทุกของได้น้อย เมื่อเทียบกับร่างกายอันใหญ่โตของมัน คือ มันสามารถบรรทุกของได้ครั้งละ ประมาณ ๑๐๐ กิโลกรัมเท่านั้น และการบรรทุกของ เพื่อการเดินทางลงเขา จะบรรทุกได้น้อยกว่าการบรรทุกขึ้นเขา ช้างมีอัตราความเร็วในการเดินทางตามปกติ ประมาณ ๔ กิโลเมตร/ชั่วโมง ในวันหนึ่งๆ มันจะเดินทางได้ประมาณ ๒๐ กิโลเมตร และเมื่อมันเดินทางติดต่อกัน ๓ วัน ต้องให้มันได้พักผ่อน เป็นเวลา ๑ หรือ ๒ วันด้วย ดังนั้น การเคลื่อนย้ายช้างจากที่แห่งหนึ่งไปยังอีกแห่งหนึ่ง จึงทำได้ช้า นอกจากจะนำมันบรรทุกยานพาหนะที่จัดไว้เป็นพิเศษ และจะต้องฝึกฝนให้มันเคยชินกับยานพาหนะนั้นๆ เสียก่อน

ช้างยกไม้ด้วยงาหรือแหนบไม้
ช้างยกไม้ด้วยงาหรือแหนบไม้

เกี่ยวกับช้าง

การฝึกลูกช้าง

      ลูกช้างที่สมบูรณ์ เมื่อมีอายุประมาณ ๔-๕ ขวบ จะมีร่างกายใหญ่โตพอ ที่จะฝึกให้ทำงานต่างๆ ได้ ประกอบกับเป็นระยะเวลา ที่ลูกช้างหย่านมแล้ว การฝึกลูกช้างที่มีอายุน้อย ทำได้ง่ายกว่าฝึกลูกช้างที่มีอายุมาก ลูกช้างที่โตเกินไป มักจะทนต่อการถูกบังคับ และทนต่อการฝึกสอนไม่ได้ จึงอาจจะตายในระยะฝึกสอนได้ง่ายกว่าลูกช้างที่มีอายุน้อยๆ การฝึกสอนลูกช้างแบ่งออกเป็น ๒ ระยะ

๑. การฝึกสอนเบื้องต้น

      ใช้เวลาประมาณ ๑ เดือน เริ่มตั้งแต่วันลูกช้างเข้าคอกที่เตรียมไว้ สถานที่ที่ฝึกสอนควรเป็นสถานที่ร่มเย็น และใกล้น้ำ เพราะจะต้องให้ลูกช้างฝึกอาบน้ำด้วย การจับลูกช้างเข้าคอกในระยะแรกมีความลำบากมาก เพราะแม่ช้างมักไม่ยอมให้แยกลูกของตัวออกไป ดังนั้น จึงจำเป็นต้องพรากแม่ช้างให้ไปอยู่ไกลๆ หรือมัดแม่ช้างไว้กับต้นไม้เสียก่อน แล้วใช้เชือกคล้องฉุดลูกช้างเข้าคอก ในระยะ ๑ เดือน ที่ลูกช้างได้รับการฝึกเบื้องต้นนี้ ลูกช้างจะได้รับการสอนให้รู้จัก การใส่ปลอกขาหน้าหรือ “จะแคะ” การมีคนขึ้นขี่หลัง การยกเท้าหน้าให้คนขี่ขึ้นลง การเดินไปยังที่ต่างๆ โดยมีคนขี่คอคอยบังคับ การอาบน้ำ ฯลฯ ในระหว่างการฝึกนี้ ผู้ฝึกจะต้องนำลูกช้างเข้าออกคอกอยู่ตลอดเวลา เพื่อทำความคุ้นเคยกับคนขี่คอ ซึ่ง จะเป็น “ควาญ” ในเวลาต่อไป เมื่อเสร็จจากการฝึกเบื้องต้นแล้ว ก็ถึงระยะการฝึกขั้นสุดท้าย

๒. การฝึกขั้นสุดท้าย 

      คือ การฝึกงานด้านทำไม้ซึ่งเป็นการฝึกทีละขั้นให้ลูกช้างรู้จักกับการใส่เครื่องอุปกรณ์ สำหรับใช้ในการชักลากไม้ ฝึกชักลากไม้แบบต่างๆ ถ้าเป็นลูกช้างตัวผู้ที่มีงา ก็ฝึกการยกไม้ด้วยงา ฝึกการทำไม้บนเขา ทำไม้ในลำห้ว ย ฝึกให้ทำงานร่วมกับช้างอื่น ตลอดจนฝึกให้ชินกับเสียงของเครื่องยนต์ที่ใช้ในการทำไม้ การฝึกลูกช้างในการทำไม้นี้ ต้องใช้เวลานาน ๓-๔ ปี เพราะต้องค่อยๆ ฝึกทีละน้อย และให้ลากไม้ท่อนเล็กๆ ไปพลางก่อน ความจริงการฝึกขั้นสุดท้ายนี้อาจจะใช้เวลาเพียง ๑ หรือ ๒ ปีก็พอ แต่เมื่อฝึกไปแล้ว ช้างยังตัวเล็กอยู่ ยังใช้ทำงานหนักไม่ได้ จึงทำให้ดูคล้ายกับว่า การฝึกในระยะนี้ต้องใช้เวลานาน

การฝึกลูกช้างโดยใส่เครื่องหลัง

การตกลูกของช้าง

ช้างพัง หรีอช้างตัวเมียที่สมบูรณ์ จะมีลูกได้เมื่อมีอายุระหว่าง ๑๕-๕๐ ปี ในประเทศพม่ามีผู้เคยพบช้างพัง ซึ่งมีอายุเพียง ๙ ปี ๑ เดือน ตกลูกออกมา แม้ว่าลูกช้างที่เกิดจากแม่ช้างที่มีอายุน้อยตัวนี้จะมีอวัยวะครบสมบูรณ์ แต่ก็ไม่สามารถเลี้ยงให้มีชีวิตรอดได้ ฉะนั้นเรื่องนี้จึงถือว่า เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งนานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง การผสมพันธุ์ของช้างระหว่างช้างตัวผู้กับช้างตัวเมีย เป็นไปในลักษณะเช่นเดียวกับม้า วัว และควาย คือ ช้างตัวผู้ใช้ขาหน้าคร่อมหลังของช้างตัวเมีย การผสมพันธุ์ของมันนั้นมิได้ซ่อนเร้น หรือกระดากอายอย่างที่มีคนเข้าใจกัน แต่ที่เราไม่ใคร่ได้เห็นช้างผสมพันธุ์กันบ่อยๆ นั้น เพราะช้างต้องทำงานอยู่ในป่าห่างไกลจากผู้คน จึงไม่ค่อยมีคนพบเห็นกันบ่อยนัก อวัยวะเพศของช้างตัวเมียมีลักษณะเป็นถุงห้อยยานลงมา ส่วนอวัยวะเพศของช้างตัวผู้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับม้า วัว ควาย ผิดกันแต่ว่า มีขนาดใหญ่กว่า และอัณฑะของช้างนั้นอยู่ในช่องท้อง ไม่ปรากฏให้เห็นข้างนอก การตั้งท้องของช้างมีระยะเวลาระหว่าง ๒๑-๒๒ เดือน เนื่องจากตัวของช้างมีลักษณะใหญ่ อ้วนกลมอยู่แล้ว ฉะนั้น ในระยะที่มันตั้งท้องจะสังเกตได้ยาก บางทีเจ้าของจะทราบ ก็ต่อเมื่อช้างตกลูกออกมาแล้ว ดังนั้น จึงต้องอาศัยสังเกตวิธีอื่นประกอบ เช่น เต้านมคัด มีน้ำนมไหล หรือช้างไม่ยอมลุกนั่งตามคำสั่ง และไม่ยอมทำงาน ในกรณีที่ช้างอยู่เป็นฝูง หรือเจ้าของช้างมีช้างหลายเชือก แม่ช้างที่ท้องแก่จะหาเพื่อนช้างพังที่สนิท ไว้ช่วยเหลือในเวลาตกลูก ช้างพังที่คอยช่วยเหลือนี้เรียกกันว่า “แม่รับ” จะคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา

      เมื่อช้างแม่ถึงกำหนดใกล้จะคลอดลูก มักจะไปหาที่ ซึ่งมีหญ้าอ่อน หรือพื้นดินนุ่ม เพื่อมิให้เป็นอันตรายแก่ลูกที่จะคลอดออกมา เพราะช้าง  แม่ส่วนมากจะยืนคลอดลูก โดยย่อขาหลังต่ำลงมา ลูกอาจจะตกลงพื้นดินในระยะสูงพอควร ลูกซึ่งคลอดออกมาจะมีถุงใสๆ เป็นเยื่อบางๆ หุ้มอยู่ แม่รับจะเข้าไปช่วยฉีกถุงเยื่อที่หุ้มออกจากตัวลูกช้าง ถ้าไม่มีแม่รับ แม่ช้างจะฉีกถุงเยื่อนั้นเอง เมื่อฉีกถุงเยื่อออกแล้ว ตัวลูกช้างยังเปียกน้ำเมือกที่หล่อเลี้ยงอยู่ หลังจากนั้นลูกช้างจะนอนตะแคงนิ่งๆ มีการเคลื่อนไหวเฉพาะส่วนงวงและหู หรือขาบ้างเล็กน้อย ประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง พอตัวแห้งก็ค่อยๆ พยุงตัวยืนขึ้นเอง และเดินไปมาได้ช้าๆ ในระยะนี้แม่รับจะคอยประคับประคองลูกช้างอยู่ตลอดเวลา ต่อมาอีกประมาณ ๑ ชั่วโมง ลูกช้างก็จะเข้าไปหาแม่ เพื่อกินนม ลูกช้างบางตัวที่แข็งแรง พอคลอดออกจากท้องแม่ได้เพียงครู่เดียว ก็สามารถเดินเข้าไปหาแม่ได้ การเข้าไปหาแม่ในเวลารวดเร็วเช่นนี้ เคยมีลูกช้างได้รับอันตรายจากแม่ของมันเอง โดยกัดงวงของลูกช้างจนขาด และถึงแก่ความตายมาแล้ว เพราะในระยะเพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ เช่นนั้น ยังปรับตัวไม่ทัน เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างเจ็บปวดจากการคลอด และยังไม่มีสัญชาตญาณแห่งการรักลูก จึงอาจทำร้ายลูกได้ การที่ธรรมชาติบังคับให้ลูกช้างนอนนิ่งอยู่ ประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง จึงเดินเข้าไปหาแม่ได้นั้น เป็นการทอดระยะเวลาให้แม่ช้างบรรเทาความเจ็บปวด และเกิดสัญชาตญาณในการรักลูกขึ้นมา

      อย่างไรก็ดีถ้ามีแม่รับอยู่ในระยะนี้ แม่รับจะคอยกันลูกช้างไม่ให้เข้าใกล้แม่ จนกว่าจะเห็นว่าปลอดภัยแล้ว จึงยอมให้ลูกช้างเข้าใกล้แม่ได้ ลูกช้างเมื่อคลอดใหม่ๆ จะมีขนยาว หัวเล็ก งวงสั้น มีความสูงประมาณ ๗๕ เซนติเมตร มีงวงยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร และมีน้ำหนักประมาณ ๑๐๐ กิโลกรัม แม่ช้างมีนมสองเต้า เช่นเดียวกับสัตว์ ๔ เท้า ที่ออกลูกครั้งละ ๑ ตัวทั้งหลาย การกินนมของลูกช้างนั้น ใช้ปากดูดหัวนมโดยตรง โดยยกงวงให้สูงขึ้น เพื่อให้ปากซึ่งอยู่ตอนล่างของงวงสัมผัสกับหัวนมได้ ไม่ใช้วิธีเอางวงดูดนมแล้วพ่นใส่ปาก อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน ลูกช้างจะหย่านมแม่ เมื่ออายุประมาณ ๓ ขวบ ในระยะที่ยังกินนมอยู่นี้ ลูกช้างจะติดตามแม่อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ลูกช้างมีอายุได้ประมาณ ๑ ขวบ แม่ช้างหรือแม่รับจะพาลูกช้างไปหัดกินหญ้าอ่อนๆ และคอยช่วยเลี้ยงดูอยู่เสมอ บางทีจะเอาใจใส่ดูแลมากกว่าแม่แท้ๆ เสียด้วยซ้ำ ลูกช้างในระหว่างที่ยังไม่หย่านมนี้ มีนิสัยซุกซนมาก ดังนั้น จึงมักจะได้รับอันตรายจากไม้กลิ้งทับ ในขณะที่แม่กำลังทำงาน หรือได้รับอันตรายจากงูพิษกัด เพราะไปเล่นกับงู โดยไม่ทราบว่า งูนั้นเป็นอันตรายแก่ตัวของมัน  แม่ช้างเชือกหนึ่งอาจจะมีลูกได้ ๓-๔ ตัว ตลอดชีวิตของมัน โดยปกติแล้ว แม่ช้างจะตกลูกเพียงครั้งละ ๑ ตัว และจะมีลูกห่างกันประมาณ ๓ ปี ทั้งนี้แล้วแต่สภาพแวดล้อม เช่น ช้างป่าที่มีชีวิตเป็นอิสระ ย่อมมีลูกได้สม่ำเสมอกว่าช้างบ้าน ที่ถูกจองจำ และต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา

ลูกช้างอายุ ๓ เดือน

เกี่ยวกับช้าง