แม่ช้าง และลูกๆช้าง
ลูกช้างกำลังสนุก
ลูกช้างกับเพื่อนใหม่
ลูกช้างกำลังลองสิ่งใหม่
Slider

“วราวุธ” ยอมรับไม่ได้ซ่อมแนวกั้นน้ำตกเหวนรกมานานกว่า 30 ปี เร่งทำใหม่ กันช้างตกอีก

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงเหตุการณ์ช้างป่าพลัดตกน้ำตกเหวนรก ต.นาหินลาด อ.ปากพลี จ.นครนายก ตายไป 6 ตัว และมีช้างสองแม่ลูกรอดตาย 2 ตัว ว่าได้กำชับอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่สั่งการให้เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ทำแนวกั้นโดยรอบบริเวณริมผาน้ำตก เพราะไม่ได้ซ่อมแซมมานานกว่า 30 ปีแล้ว และยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นเหตุสุดวิสัย

ส่วนลูกช้างและแม่ช้างที่รอดชีวิตซึ่งล่าสุดพบตัวแล้วนั้น ทางกรมอุทยานฯ และเจ้าหน้าที่กรมป่าไม้ดูแลจนปลอดภัยแล้ว แต่การดูแลนี้เมื่อฟื้นฟูร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จะยังไม่รีบปล่อยเข้าป่าเพราะต้องดูแลให้เกิดความมั่นใจว่าช้างแข็งแรงดีก่อน

ส่วนการทำแนวกั้นหรือแนวเฝ้าระวังนั้นมีการขอความร่วมมือจากชาวบ้านในพื้นที่ ให้ช่วยทำและเฝ้าระวังช้างในพื้นที่ไม่ให้เกิดเหตุการณ์พลัดตกแบบนี้อีก อย่างไรก็ตามจะให้กำลังพลทหารเข้ามาช่วยสร้างแนวกั้นด้วย ส่วนพื้นที่ที่ช้างหากินและเดินผ่าน จะทำบ่อพักน้ำเพื่อช่วยให้ช้างสามารถกินน้ำได้ตามเส้นทางหาอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงให้ช้างไม่ต้องลงมาถึงพื้นที่น้ำตกเหวนรก ซึ่งจะเป็นอันตรายและเกิดเหตุการณ์ความสูญเสียอย่างที่ผ่านมาได้

คลิปอุ่นหัวใจดังไกลทั่วโลก เมื่อช้างน้อย “ชบาแก้ว” อ้อนขอนอนตักเจ้าหน้าที่ (ชมคลิป)

จากกรณีที่เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2562 มีลูกช้างป่าเพศเมียอายุประมาณ 2 เดือน พลัดตกลงไปในบ่อเกรอะของชาวบ้านที่จังหวัดบึงกาฬ จนได้รับบาดเจ็บ และเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูวัวได้เข้าดูแล ก่อนส่งตัวไปอยู่ที่โครงการคชอาณาจักร จ.สุรินทร์ และตั้งชื่อให้ว่า “ชบาแก้ว” จนเมื่อรักษาจนแข็งแรงและพาไปปล่อยคืนสู่ฝูงเมื่อวันที่ 19 กันยายน 62 แต่ภายหลังปรากฏว่าชบาแก้ว ไม่สามารถตามฝูงทัน และมีสภาพร่างกายผอมลง ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องรับกลับมาดูแล

ต่อมาเพจเฟซบุ๊ก ส่วนประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้เผยแพร่คลิปความน่ารักของชบาแก้วขณะกำลังอ้อนหนุนตักพี่เลี้ยง และภายหลังคลิปดังกล่าวกลายเป็นคลิปไวรัลในต่างประเทศ หลังสื่อดังอย่าง Daily Mail และ Mirror ได้นำคลิปไปเผยแพร่ จนทำให้มีคนเข้ามาดูคลิปและแสดงความคิดเห็นชื่นชมเจ้าหน้าที่ที่คอยดูแลชบาแก้วเป็นอย่างดี พร้อมกับเอ็นดูในความน่ารักของชบาแก้วเป็นจำนวนมาก

กลับหน้าหลัก

โรคของช้าง

โรคของช้าง

แม้ว่าช้างจะมีรูปร่างใหญ่โต แม้ว่าช้างจะมีรูปร่างใหญ่โต แต่ก็อาจเป็นโรคได้ เช่นเดียวกับสัตว์อื่น ช้างที่ถูกกักขัง และอยู่ใกล้ชิดสัตว์เลี้ยงอื่นๆ มีโอกาสติดโรคจากสัตว์เลี้ยงได้ง่าย ส่วนช้างที่ทำงานในป่า มักจะเกิดเป็นฝี และโรคผิวหนังพุพองกันมาก ฝีอาจเกิดขึ้นได้ง่ายจากการถูกหนามทิ่มตำผิวหนัง แล้วเกิดเป็นหนองบวมพองขึ้นมา ผิวหนังที่พุพองเป็นตุ่มนั้น ส่วนใหญ่เกิดจากแมลงวันป่าชนิดหนึ่ง มาไข่ไว้ตามรูขนของช้าง เมื่อไข่ของแมลงวันกลายเป็นตัวอ่อน ตัวอ่อนจะเข้าไปอาศัยในขุมขน แล้วดูดเลือดช้างกินเป็นอาหาร ช้างที่เป็นโรคนี้ จะสังเกตเห็นผิวหนังเป็นตุ่มมีหนอง เมื่อแกะตุ่มออก จะพบตัวหนอนกลมๆ ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวฝังตัวอยู่ เมื่อตัวหนอนแก่ ก็จะกลายเป็นแมลงวันป่ามารบกวนช้างอีก แล้วทิ้งคราบไว้ในรูขนที่มันอาศัยอยู่ ทำให้ผิวหนังเกิดอักเสบ เป็นตุ่ม มีหนองขึ้น วิธีป้องกันโรคนี้ที่ดีที่สุด คือ ให้ช้างได้อาบน้ำบ่อยๆ ชาวบ้านได้ใช้เครือสะบ้าทุบเป็นฝอยถูตัวช้างเวลาอาบน้ำ เพื่อฆ่าตัวอ่อนของแมลงวันชนิดนี้ นับว่าได้ผลดีพอสมควร โรคที่ช้างเป็นกันมากอีกชนิดหนึ่ง คือ โรคพยาธิฟิลาเรีย (filaria) โรคนี้เกิดจากยุงในป่า ซึ่งไปกัดสัตว์ที่เป็นโรคนี้มาแล้วมากัดช้าง พยาธิที่ติดมากับแมลงจะเข้าไปในเส้นโลหิต และเจริญเติบโตในเส้นโลหิตของช้าง แล้วเข้าไปอุดตันในหัวใจ จนทำให้ช้างถึงแก่ความตาย  นอกจากโรคที่กล่าวมาแล้ว ยังมีโรคติดต่อร้ายแรงของสัตว์จำพวก วัวควาย อาจคิดต่อถึงช้างได้ เช่น โรคแอนแทรกซ์ ซึ่งเป็นโรคที่ต้องแจ้งให้ทางการทราบ ตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ โรคนี้อาจติดต่อถึงมนุษย์ได้ด้วย ยังมีโรคอีก ๒-๓ ชนิดที่มักเกิดกับช้าง เสมอ เช่น โรคคอบวม (haemorrhagic septicaemia)  โรคเซอร์รา (surra) โรคดังกล่าวข้างต้น เป็นโรคที่ต้องอาศัยสัตวแพทย์ผู้ชำนาญ เป็นผู้ป้องกันและรักษา ทั้งสิ้น

การให้ช้างได้อาบน้ำเป็นการป้องกันโรคให้แก่ช้างอย่างหนึ่ง

ประเทศไทยเรามีช้าง ซึ่งจดทะเบียนไว้กับทางราชการประมาณ ๑๑,๒๗๗ เชือก (รายงานของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี ๒๕๐๙) เป็นจำนวนช้างพลาย และช้างพังไล่เลี่ยกัน ในจำนวนนี้มีช้างตกลูก ในปีนั้น ๒๘๘ เชือก ภาคกลางเป็นภาคที่มีช้างมากที่สุด ถัดไปเป็นภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตามลำดับจากสถิติดังกล่าวจะเห็นได้ว่า อัตราการเกิดของช้างมีจำนวนน้อย รัฐบาลจึงได้กำหนดวิธีการสงวนพันธุ์ช้างขึ้น เช่น การจับช้างป่า และการส่งช้างออกไปจำหน่ายต่างประเทศ ต้องได้รับอนุมัติจากรัฐบาล นอกจากนั้น รัฐบาลยังกำหนดให้เจ้าของช้าง ซึ่งมีช้างอายุย่างเข้าปีที่ ๘ ต้องไปขอรับการจดทะเบียนทำตั๋วรูปพรรณด้วย

ช้างเผือก

คำว่า ช้างเผือก เป็นคำสามัญที่คนทั่วไปเรียกช้าง ซึ่งมีผิวหนังเป็นสีชมพูแกมเทา อันเป็นสีที่ผิดแปลกไปจากสี ของผิวหนังช้างธรรมดา (ปกติเป็นสีเทาแกมดำ) โดยไม่คำนึงถึงลักษณะอื่นๆ ประกอบด้วย ฉะนั้น คำว่า ช้างเผือก ตามความหมาย ที่เราเข้าใจกัน จึงอาจจะเป็นทั้งช้าง ซึ่งมีมงคลลักษณะครบ หรือไม่ครบก็ได้ เพื่อมิให้เกิดความสับสนในเรื่องนี้ ทางราชการจึงได้กำหนดศัพท์ที่ใช้เรียกชื่อช้าง ซึ่งมีลักษณะพิเศษขึ้นใหม่ ตามพระราชบัญญัติรักษาช้างป่า พุทธศักราช ๒๔๖๕ (ราช กิจจานุเบกษา เล่ม ๓๘ หน้า ๗๕ วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๔๖๔) มาตรา ๔ โดยระบุไว้ว่า “ช้างสำคัญ” ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีมงคลลักษณะ ๗ ประการ คือ ตาขาว เพดานขาว เล็บขาว ขน ขาว พื้นหนังขาว (หรือสีคล้ายหม้อใหม่) ขนหางยาว อัณฑะโกศขาว (หรือสีคล้ายหม้อใหม่) ส่วน “ช้างสีประหลาด” ให้พึงเข้าใจว่า ช้างที่มีมงคลลักษณะอย่างหนึ่งอย่างใดใน ๗ อย่าง ที่กล่าวไว้ในเรื่องช้างสำคัญจากความหมายตามมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติฉบับนี้ ชี้ให้เห็นชัดว่า “ช้างสำคัญ” คือ ช้างเผือกที่มีลักษณะครบถ้วน สำหรับช้างเผือกตามความหมายของคนทั่วๆ ไป ซึ่งส่วนใหญ่สังเกตจากลักษณะสีของผิวหนังนั้น อาจไม่ใช่ช้างสำคัญหรือช้างเผือก ที่มีลักษณะครบถ้วนก็ได้ เพราะสีของช้างเป็นแต่เพียงมงคลลักษณะข้อ ๑ ในจำนวนมงคลลักษณะ ๗ ข้อ ซึ่งเข้าเกณฑ์ที่เรียกว่า “ช้างสีประหลาด” เท่านั้น ดังนั้น ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ จึงไม่ใช้คำว่า  “ช้างเผือก” เพราะเกรงว่า จะเข้าใจสับสนกัน

นอกจาก “ช้างสำคัญ” และ “ช้างสีประหลาด” แล้ว พระราชบัญญัติฉบับนี้ยังได้กล่าวถึง “ช้างเนียม” ไว้ด้วย โดยระบุลักษณะของช้างเนียมไว้ ๓ ประการ คือ พื้นหนังดำ งามีลักษณะดังรูปปลีกล้วย และเล็บดำ ซึ่งเป็นลักษณะของช้างที่แปลกประหลาดหายาก ดังนั้น ในมาตรา ๑๒ แห่งพระราชบัญญัติรักษาช้างป่า กำหนด ให้ผู้ที่ครอบครองช้างสำคัญ ช้างสีประหลาด ช้างเนียม ต้องนำช้างดังกล่าวขึ้นทูลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กับได้กำหนดบทลงโทษไว้ในมาตรา ๒๑ ว่า ผู้ใดมีช้างสำคัญ ช้างสีประหลาด หรือช้างเนียม แล้วปล่อยเสียหรือปิดบังซ่อนเร้นช้างนั้นไว้ ไม่นำขึ้นทูลถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน ๑ ปี หรือปรับไม่เกิน ๕๐๐ บาท และโทษนี้ ไม่ลบล้างการที่ช้างนั้น จะพึงต้องริบเป็นของหลวง
ลักษณะสำคัญของช้างเผือก  เป็นช้างพลายรูปงาม งาขวา-ซ้ายเรียวงาม กายสีดอกบัวแดง ขนตัวขุมละสองเส้น ขนโขมด สีน้ำผึ้งโปร่ง ขนบรรทัดหลังสีน้ำผึ้งโปร่งเจือแดง ขนหูสีขาว ขนหางสีน้ำผึ้งเจือแดงแก่ ตาขาวเจือเหลือง เพดานปากขาวเจือชมพู อัณฑะโกศขาวเจือชมพู เล็บขาว เจือเหลืองอ่อน หูและหางงามพร้อม เสียงเป็นศัพท์แตรงอน

การกินการนอน

การนอนหลับโดยปกติของช้าง มีระยะเวลาสั้น ประมาณ ๓-๔ ชั่วโมง เวลานอนของมันอยู่ในระหว่าง ๒๓.๐๐-๐๓.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น ลักษณะการนอน ของช้างเมื่อหลับสนิท จะนอนตะแคงลำตัวข้างใดข้างหนึ่งลงกับพื้น ช้างมีอาการหาวนอน และนอนกรน เช่นเดียวกับมนุษย์ ถ้าหากพบช้างนอนหลับในเวลากลางวัน ควรสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ช้างเชือกนั้นคงไม่สบาย หรือมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เนื่องจากช้างมีเวลานอนน้อยนั่นเอง มันจึงใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการกินอาหาร และเดินท่องเที่ยวไปในป่า เวลาเดินไปก็กินหญ้าไปตลอดทาง กล่าวกันว่า ช้างเชือกหนึ่งจะกินอาหารและหญ้า คิดเป็นน้ำหนักประมาณ ๒๕๐ กิโลกรัมใน ๑ วัน เนื่องจากช้างไม่มีกระเพาะพิเศษ สำหรับเก็บอาหารไว้สำรอง แล้วสำรอกออกมาเคี้ยวเอื้องในยามว่าง เหมือนดังเช่นวัวควาย แต่ช้างก็มีวิธีเก็บสำรองอาหารไว้กินในระหว่างเดินทาง หรือระหว่างทำงาน เช่น เอางวงกำหญ้าไว้ในขณะเดินทาง หรือเอาหญ้าและอาหาร เหน็บไว้ที่ซอกงาของมัน นอกจากนั้น มันยังมีวิธีทำความสะอาดหญ้า ด้วยการใช้งวงจับหญ้าฟาด ให้ดินหลุดหมดเสียก่อนที่มันจะกินด้วย ตามที่กล่าวมาแล้วว่า ช้างเป็นสัตว์ที่กินอาหารมาก ดังนั้น ขณะที่ทำงาน หรือเดินทาง มันจึงถ่ายมูลออกมาอยู่ตลอดเวลา และมูลของมันนี้เองที่เจ้าของ หรือควาญ ใช้เป็นวิธีหนึ่ง ในการนำทางไปตามจับช้างของตน สำหรับน้ำที่ช้างใช้ดื่มนั้น โดยปกติช้างชอบดื่มน้ำสะอาด การดื่มใช้งวงดูดน้ำ แล้วพ่นเข้าปาก กล่าวกันว่า ช้างที่ทำงานตัวหนึ่งๆ จะดื่มน้ำประมาณ ๖๐ แกลลอน หรือประมาณ ๑๕ ปีบ/วัน ดังนั้น การที่เราจะนำช้างจำนวนมากๆ มารวมอยู่ในที่เดียวกัน ปัญหาเรื่องอาหารและน้ำ สำหรับช้างจึงเป็นเรื่อง ที่จะต้องพิจารณาก่อนอื่น ตามปกติช้างเลี้ยง หรือช้างบ้าน เจ้าของมักจะปล่อยให้มันออกไปหากินเอง แต่เพื่อมิให้ช้างเดินไปหาอาหารไกลๆ ทำให้ยากแก่การตามจับมาทำงานอีก เจ้าของจึงมักจะใส่ปลอกที่ขาหน้าของมันไว้ ปลอกนี้อาจจะทำด้วยเหล็กหรือหวาย และเรียกกันในวงการทำไม้ว่า “จะแคะ” ช้างที่ใส่ปลอกขาหน้าจะเดินได้ช้า และหากินได้ไม่ไกลนัก

ช้างเป็นสัตว์ที่ไม่กินเนื้อ (herbivorous) ฉะนั้น อาหารของมันจึงเป็นพวกหญ้า และต้นไม้ หรือผลไม้ ซึ่งพอจะแบ่งแยกออกได้เป็น ๕ จำพวก คือ จำพวกหญ้า ได้แก่ พง แขม อ้อ กก หญ้าคา เอื้อง หมายนา หญ้าแพรก หญ้ายอนหู หญ้าปล้อง หญ้า กระเดือยหนู หญ้าปากควาย หญ้าก๋งกาย ฯลฯ จำพวก ไม้ไผ่ ไม้จำพวกนี้ช้างชอบกินใบยอดอ่อน และหน่อ ได้แก่ ไผ่ข้าวหลาม ไผ่ป่า ไม้รวก ไม้ซาง ไม้ผาก ไม้ซางนวล ไม้ไผ่หอม ไม้บง ฯลฯ จำพวกเถาวัลย์ ได้ แก่ สลอดน้ำ บอระเพ็ด หนามหัน ส้มป่อย เครือสะบ้า กระทงลาย จิงจ้อ เล็บรอก หวายเครือ เขาน้ำ เครือเขา ขึ้น เถาวัลย์แดง ฯลฯ จำพวกไม้ยืนต้น ช้างชอบกินทั้ง เปลือก ใบ และผล ได้แก่ ไทร มะเดื่อ กล้วย ขนุน นางแย้มป่า ตุมกาขาว กุ่ม ส้มเสี้ยว สัก งิ้ว ถ่อน อ้อย ช้าง มะพร้าว มะขาม มะขามป้อม มะเฟือง มะไฟ ปอสา จามจุรี มะยมป่า หว้า มะตูม มะขวิด สมพง โพ เต่าร้าง กระพ้อ ค้อ ระกำ เป้ง ฯลฯ จำพวก พืชไร่สวน ได้แก่ ข้าว เดือย ข้าวโพด อ้อย ข้าวฟ่าง สับปะรด ถั่วแระต้น ฟัก แตงต่างๆ มะพร้าว มะละกอ กล้วย ฯลฯ อาหารเหล่านี้ ช้างจะหากินเอง เมื่อมันอยู่ในป่า แต่ถ้านำมาเลี้ยงในหมู่บ้าน หรือนำมาทำงานใกล้บ้าน จำเป็นต้องหาอาหารพิเศษ เช่น ข้าวเปลือก กล้วย อ้อย ทางมะพร้าว ผลมะละกอดิบ ฯลฯ ให้มันกินด้วย ในเวลาที่ช้างไม่อาจไปหาอาหารในป่ากินเองได้ เจ้าของมักจะผสมเกลือลงไปในอาหารพิเศษ ที่จะให้มันกิน เพื่อให้มันได้รับธาตุเกลือ แทนดินโป่ง ซึ่งเป็นดินเค็มที่มันเคยกินในป่า นอกจากนั้น เจ้าของมักจะให้มะขามเปียกปั้นเป็นก้อนใส่เกลือไว้ข้างใน ให้มันกินสัปดาห์ละครั้ง มะขามเปียกเป็นอาหารที่ช้างชอบมาก และเป็นยาระบายอ่อนๆ เวลาจะให้ช้างกินยา มักจะนำยาใส่ในก้อนมะขามเปียกให้มันกิน จะทำให้มันกินยาง่ายขึ้น

การตกลูก

ช้างพัง หรีอช้างตัวเมียที่สมบูรณ์ จะมีลูกได้เมื่อมีอายุระหว่าง ๑๕-๕๐ ปี ในประเทศพม่ามีผู้เคยพบช้างพัง ซึ่งมีอายุเพียง ๙ ปี ๑ เดือน ตกลูกออกมา แม้ว่าลูกช้างที่เกิดจากแม่ช้างที่มีอายุน้อยตัวนี้จะมีอวัยวะครบสมบูรณ์ แต่ก็ไม่สามารถเลี้ยงให้มีชีวิตรอดได้ ฉะนั้นเรื่องนี้จึงถือว่า เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งนานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง การผสมพันธุ์ของช้างระหว่างช้างตัวผู้กับช้างตัวเมีย เป็นไปในลักษณะเช่นเดียวกับม้า วัว และควาย คือ ช้างตัวผู้ใช้ขาหน้าคร่อมหลังของช้างตัวเมีย การผสมพันธุ์ของมันนั้นมิได้ซ่อนเร้น หรือกระดากอายอย่างที่มีคนเข้าใจกัน แต่ที่เราไม่ใคร่ได้เห็นช้างผสมพันธุ์กันบ่อยๆ นั้น เพราะช้างต้องทำงานอยู่ในป่าห่างไกลจากผู้คน จึงไม่ค่อยมีคนพบเห็นกันบ่อยนัก อวัยวะเพศของช้างตัวเมียมีลักษณะเป็นถุงห้อยยานลงมา ส่วนอวัยวะเพศของช้างตัวผู้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับม้า วัว ควาย ผิดกันแต่ว่า มีขนาดใหญ่กว่า และอัณฑะของช้างนั้นอยู่ในช่องท้อง ไม่ปรากฏให้เห็นข้างนอก การตั้งท้องของช้างมีระยะเวลาระหว่าง ๒๑-๒๒ เดือน เนื่องจากตัวของช้างมีลักษณะใหญ่ อ้วนกลมอยู่แล้ว ฉะนั้น ในระยะที่มันตั้งท้องจะสังเกตได้ยาก บางทีเจ้าของจะทราบ ก็ต่อเมื่อช้างตกลูกออกมาแล้ว ดังนั้น จึงต้องอาศัยสังเกตวิธีอื่นประกอบ เช่น เต้านมคัด มีน้ำนมไหล หรือช้างไม่ยอมลุกนั่งตามคำสั่ง และไม่ยอมทำงาน ในกรณีที่ช้างอยู่เป็นฝูง หรือเจ้าของช้างมีช้างหลายเชือก แม่ช้างที่ท้องแก่จะหาเพื่อนช้างพังที่สนิท ไว้ช่วยเหลือในเวลาตกลูก ช้างพังที่คอยช่วยเหลือนี้เรียกกันว่า “แม่รับ” จะคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา

ความรู้เกี่ยวกับช้าง

  เมื่อช้างแม่ถึงกำหนดใกล้จะคลอดลูก มักจะไปหาที่ ซึ่งมีหญ้าอ่อน หรือพื้นดินนุ่ม เพื่อมิให้เป็นอันตรายแก่ลูกที่จะคลอดออกมา เพราะช้าง  แม่ส่วนมากจะยืนคลอดลูก โดยย่อขาหลังต่ำลงมา ลูกอาจจะตกลงพื้นดินในระยะสูงพอควร ลูกซึ่งคลอดออกมาจะมีถุงใสๆ เป็นเยื่อบางๆ หุ้มอยู่ แม่รับจะเข้าไปช่วยฉีกถุงเยื่อที่หุ้มออกจากตัวลูกช้าง ถ้าไม่มีแม่รับ แม่ช้างจะฉีกถุงเยื่อนั้นเอง เมื่อฉีกถุงเยื่อออกแล้ว ตัวลูกช้างยังเปียกน้ำเมือกที่หล่อเลี้ยงอยู่ หลังจากนั้นลูกช้างจะนอนตะแคงนิ่งๆ มีการเคลื่อนไหวเฉพาะส่วนงวงและหู หรือขาบ้างเล็กน้อย ประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง พอตัวแห้งก็ค่อยๆ พยุงตัวยืนขึ้นเอง และเดินไปมาได้ช้าๆ ในระยะนี้แม่รับจะคอยประคับประคองลูกช้างอยู่ตลอดเวลา ต่อมาอีกประมาณ ๑ ชั่วโมง ลูกช้างก็จะเข้าไปหาแม่ เพื่อกินนม ลูกช้างบางตัวที่แข็งแรง พอคลอดออกจากท้องแม่ได้เพียงครู่เดียว ก็สามารถเดินเข้าไปหาแม่ได้ การเข้าไปหาแม่ในเวลารวดเร็วเช่นนี้ เคยมีลูกช้างได้รับอันตรายจากแม่ของมันเอง โดยกัดงวงของลูกช้างจนขาด และถึงแก่ความตายมาแล้ว เพราะในระยะเพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ เช่นนั้น ยังปรับตัวไม่ทัน เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างเจ็บปวดจากการคลอด และยังไม่มีสัญชาตญาณแห่งการรักลูก จึงอาจทำร้ายลูกได้ การที่ธรรมชาติบังคับให้ลูกช้างนอนนิ่งอยู่ ประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง จึงเดินเข้าไปหาแม่ได้นั้น เป็นการทอดระยะเวลาให้แม่ช้างบรรเทาความเจ็บปวด และเกิดสัญชาตญาณในการรักลูกขึ้นมา

อย่างไรก็ดีถ้ามีแม่รับอยู่ในระยะนี้ แม่รับจะคอยกันลูกช้างไม่ให้เข้าใกล้แม่ จนกว่าจะเห็นว่าปลอดภัยแล้ว จึงยอมให้ลูกช้างเข้าใกล้แม่ได้ ลูกช้างเมื่อคลอดใหม่ๆ จะมีขนยาว หัวเล็ก งวงสั้น มีความสูงประมาณ ๗๕ เซนติเมตร มีงวงยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร และมีน้ำหนักประมาณ ๑๐๐ กิโลกรัม แม่ช้างมีนมสองเต้า เช่นเดียวกับสัตว์ ๔ เท้า ที่ออกลูกครั้งละ ๑ ตัวทั้งหลาย การกินนมของลูกช้างนั้น ใช้ปากดูดหัวนมโดยตรง โดยยกงวงให้สูงขึ้น เพื่อให้ปากซึ่งอยู่ตอนล่างของงวงสัมผัสกับหัวนมได้ ไม่ใช้วิธีเอางวงดูดนมแล้วพ่นใส่ปาก อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน ลูกช้างจะหย่านมแม่ เมื่ออายุประมาณ ๓ ขวบ ในระยะที่ยังกินนมอยู่นี้ ลูกช้างจะติดตามแม่อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ลูกช้างมีอายุได้ประมาณ ๑ ขวบ แม่ช้างหรือแม่รับจะพาลูกช้างไปหัดกินหญ้าอ่อนๆ และคอยช่วยเลี้ยงดูอยู่เสมอ บางทีจะเอาใจใส่ดูแลมากกว่าแม่แท้ๆ เสียด้วยซ้ำ ลูกช้างในระหว่างที่ยังไม่หย่านมนี้ มีนิสัยซุกซนมาก ดังนั้น จึงมักจะได้รับอันตรายจากไม้กลิ้งทับ ในขณะที่แม่กำลังทำงาน หรือได้รับอันตรายจากงูพิษกัด เพราะไปเล่นกับงู โดยไม่ทราบว่า งูนั้นเป็นอันตรายแก่ตัวของมัน  แม่ช้างเชือกหนึ่งอาจจะมีลูกได้ ๓-๔ ตัว ตลอดชีวิตของมัน โดยปกติแล้ว แม่ช้างจะตกลูกเพียงครั้งละ ๑ ตัว และจะมีลูกห่างกันประมาณ ๓ ปี ทั้งนี้แล้วแต่สภาพแวดล้อม เช่น ช้างป่าที่มีชีวิตเป็นอิสระ ย่อมมีลูกได้สม่ำเสมอกว่าช้างบ้าน ที่ถูกจองจำ และต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา

๖ ข้อสำคัญของ “ช้างไทย”

สืบเนื่องจากที่ประเทศไทยเรามี “วันช้างไทย” เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นการยกย่องและให้เกียรติว่า “ช้าง” เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อชาติไทยแล้ว ในอดีตช้างยังเคยได้รับการยกย่องและเกียรติเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์รูปช้างเผือกในธงชาติ, ช้างเผือกที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ หรือแม้กระทั่งเป็นถึงสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์เลยทีเดียว เหตุใดคนไทยถึงให้ความสำคัญกับ “ช้าง” มาโดยตลอด เนื่องในวันช้างไทยปีนี้ IDG จึงขอนำเสนอเรื่องราว 6 ข้อสำคัญของช้างไทย เพื่อให้เราได้เห็นคุณค่าและความสำคัญของช้างไทยกันครับ

ช้างเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ไทย

 เป็นสัตว์ที่ดำรงอยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลานาน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สยามประเทศเคยใช้ธงชาติเป็น รูปช้างเผือก ชาวไทยเชื่อกันว่าช้างเผือกเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ ช้างเผือกจึงได้รับการยกย่องเสมือนเจ้านายชั้นเจ้าฟ้า

ช้างเป็นผู้ปกป้องเอกราชแห่งชาติไทย

 ประวัติศาสตร์ชาติไทยได้จารึกไว้ว่า “ช้าง” ได้เข้ามามีส่วนในการปกป้องเอกราชและความเป็นชาติให้แก่ชาวไทยหลายยุคหลายสมัย ในสมัยกรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็ทรงรวบรวมชายไทยให้เป็นปึกแผ่นและมั่นคงบนหลังช้างทรงพระที่นั่ง และในสมัยพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ได้ทรงประกาศเอกราชและความเป็นชาติ

ช้างในพระราชพิธีสำคัญต่างๆ

 เมื่อแรกเริ่มการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์นั้น “ช้าง” คือพาหนะสำคัญที่อัญเชิญพระพุทธมณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกต มาสถิตย์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นอกจากนี้ในงานพระราชพิธีต่างๆ อาทิ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา, งานพระราชพิธีฉัตรมงคล จะต้องนำช้างเผือกแต่งเครื่องคชาภรณ์ ไปยืนที่แท่นเกยช้างด้านตะวันตกของพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อประกอบพระเกียรติยศ

ช้างสร้างความสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศ

 ในสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์ และเบตาเวีย (จาการ์ตา) ประเทศอินโดนีเซีย ได้พระราชทานช้างสำริดให้แก่ทั้ง 2 ประเทศนี้ เพื่อสร้างสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศไทย

ช้างใช้เป็นพาหนะในการคมนาคม

 ในยุคสมัยที่การคมนาคมยังไม่เจริญเทียบเท่ากับในปัจจุบัน มนุษย์ยังไม่ได้มีการพัฒนาเครื่องจักรต่างๆ สำหรับนำมาใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงเพื่อการขนส่งของ ช้างจึงเป็นพาหนะที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับมนุษย์ เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ มีความเฉลียวฉลาด และมีพละกำลังมหาศาล ช้างจึงสามารถขนส่งสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในปริมาณมากได้เป็นอย่างดี

ช้างในอุตสาหกรรมทำไม้

 การใช้ช้างทำไม้ในประเทศไทยนั้น เริ่มตั้งแต่การล้มไม้, การทอนไม้ซุง, การขนส่งไม้ ไปจนถึงโรงงานหรือตลาดการค้า ซึ่งในแง่ของการอนุรักษ์ป่าไม้ และระบบการจัดการป่าไม้ในประเทศไทย การใช้ช้างชักลากไม้นับว่าเหมาะสมมาก เพราะช้างสามารถเดินไปได้โดยไม่ทำลายกล้าไม้ต้นเล็กๆ ไม่ทำให้ดินแน่น ไม่ต้องตัดถนนหนทางให้มากเส้น นอกจากนี้ช้างยังขึ้นเขาได้ดี และมีอายุการใช้งานนานถึง 50 ปี อีกด้วย

5 สิ่งมหัศจรรย์ของช้าง

ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน เราจึงมีความคุ้นเคยกับช้างเป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีสิ่งพิเศษเกี่ยวกับช้างที่เราอาจจะยังไม่รู้

1.  ช้างจะกินวันละ 12-18 ชั่วโมง

จากการสำรวจของ National Geographic ช้างสามารถกินอาหารได้มากถึง 150 กิโลกรัมต่อวัน ถือเป็นปริมาณที่เยอะมากสำหรับสัตว์กินพืช อาหารของช้างส่วนใหญ่ประกอบด้วย หญ้า ผลไม้ ผัก และ พุ่มไม้

2.  ช้างสามารถสร้างเกราะป้องกันแสงแดดได้

ช้างมักถูกมองว่า ชอบเล่นโคลน และ ชอบคลุกฝุ่น ในวันที่อากาศร้อน ชั้นของฝุ่นที่ปกคลุมผิวช่วยปกป้องช้างจากการถูกแสงแดดทำลาย ช้างแอฟริกาและเอเชียอาศัยอยู่ในสภาวะที่อุณหภูมิและรังสียูวีรุนแรง วิธีในการปกป้องผิวของพวกเขาจะช่วยให้พวกเขาเย็นลงเมื่ออุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นและช่วยปกป้องจากพวกปรสิต แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับช้างในปางช้างที่พฤติกรรมนี้มักถูกขัดขวาง

3. ช้างสามารถจำภาพสะท้อนตัวเองได้

การจำตนเองได้ในภาพสะท้อนนั้นหายากมากในบรรดาสัตว์ อย่างไรก็ตามจากการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่าช้างสามารถจดจำตนเองได้ในกระจก แม้แต่เด็กเล็กที่โตขึ้นมาหน่อยก็ยังไม่มีทักษะนี้จนกระทั่งอายุเกือบสองปี

4. ช้างถนัดทั้งงาซ้ายและงาขวา

ช้างใช้งาเป็นเครื่องมือในการช่วยเก็บสะสมอาหาร เช่นเปลือกไม้ ช้างสามารถใช้งาได้ทั้งสองข้าง แต่ก็จะมีข้างที่ชอบมากกว่า คล้ายกับมนุษย์ที่สามารถใช้มือได้ทั้งสองข้าง แต่จะมีข้างที่ถนัดกว่า

5. ช้างมีความสามารถในการแสดงความเห็นอกเห็นใจ

 ช้างมีความสามารถในการจับอารมณ์ความรู้สึกและสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกับสมาชิกในฝูก หรือ คนใกล้ชิด พวกเขาสามารถจำบุคคลที่เคยพบ แต่ไม่เห็นกันเป็นปีได้ ฝูงช้างยังสามารถแสดงความโศกเศร้าถึงการจากไปของสมาชิกฝูงได้อีกด้วย

ช้างคู่พระบารมี ร.9

ช้างคู่พระบารมี เป็นสัตว์ที่ช่วยเสริมบารมีให้แก่พระมหากษัตริย์ตามความเชื่อทางพระพุทธศาสานา เป็นผู้ปกป้องเอกราชเคียงคู่พระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชและกษัตริย์ในหลายยุคสมัย และถูกใช้ในพระราชพิธีสำคัญต่างๆ รวมถึงเป็นยานพาหนะในสมัยก่อนที่ทรงพละกำลังและเฉลียวฉลาด จึงถือว่า ช้าง เป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของคนไทย มานานตั้งแต่จำความได้

โดยช้างที่จะมาเป็นช้างคู่บารมีได้ จะต้องมีงา ขนรอบตัว ขนที่หาง เล็บ เพดานปาก ผิว และอัณฑโกศ เป็นสีขาว จึงจะเป็นช้างมงคลสมพระเกียรติ หรือที่เรียกกันว่า ช้างเผือก ซึ่งมีการแบ่งช้างเผือกเป็น 3 ชั้น คือ ช้างเผือกเอก ช้างเผือกโท และช้างเผือกตรี

ส่วนช้างเผือกในพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 นั้น มีช้างเผือกทั้งสิ้น 10 เชือก ดังนี้

1. พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ ชื่อเดิมคือ พลายแก้ว เป็นช้างพลายโท

1. พระเศวตอดุลยเดชพาหนฯ

2. พระเศวตวรรัตรกรีฯ เป็นช้างพลายเผือกลูกบ้าน

2. พระเศวตวรรัตรกรีฯ

3. พระเศวตสุรคชาธารฯ ชื่อเดิมคือ เป็นช้างพลายเผือก ที่พลัดหลงมา

3. พระเศวตสุรคชาธารฯ

4. พระเศวตศุทธวิลาศฯ ชื่อเดิมคือ พลายบุญรอด เป็นช้างพลายเผือก (สีดอ)

4. พระเศวตศุทธวิลาศฯ

5. พระเศวตภาสุรคเชนทร์ฯ ชื่อเดิมคือ ภาศรี เป็นช้างพลายลูกเถื่อน

5. พระเศวตภาสุรคเชนทร์ฯ

6. พระศรีเศวตศุภลักษณ์ฯ ชื่อเดิมคือ เจ้าแต๋น เป็นช้างพังเผือกลูกเถื่อน

6. พระศรีเศวตศุภลักษณ์ฯ

7. พระวิมลรัตนกิริณีฯ ชื่อเดิมคือ ขจร เป็นช้างพังเผือกลูกเถื่อน

7. พระวิมลรัตนกิริณีฯ

8. พระศรีนรารัฐราชกิริณีฯ ชื่อเดิมคือ จิตรา เป็นช้างพังเผือกลูกเถื่อน

8. พระศรีนรารัฐราชกิริณีฯ

9. พระเทพวัชรกิริณีฯ ชื่อเดิมคือ ขวัญตา เป็นช้างพังเผือกลูกเถื่อน

9. พระเทพวัชรกิริณีฯ

10. พระบรมนขทัศฯ ชื่อเดิมคือ ดาวรุ่ง เป็นช้างพลายเผือกลูกเถื่อน

10. พระบรมนขทัศฯ

วันช้างไทย

วันช้างไทย ริเริ่มจากคณะอนุกรรมการประสานงานการอนุรักษ์ช้างไทย ซึ่งเป็นหน่วยงานประสานงาน องค์การภาครัฐและเอกชนที่ทำงานเกี่ยวกับการอนุรักษ์ช้างไทยคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เนื่องจากเล็งเห็นว่าหากมีการสถาปนาวันช้างไทยขึ้น จะช่วยให้ประชาชนคนไทย หันมาสนใจช้าง รักช้าง หวงแหนช้าง ตลอดจนให้ความสำคัญต่อการให้ความช่วยเหลืออนุรักษ์ช้างมากขึ้น

คณะอนุกรรมการฯ จึงได้พิจารณาหาวันที่เหมาะสม ซึ่งครั้งแรกได้พิจารณาเอาวันที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทำยุทธหัตถี มีชัยชนะเหนือพระมหาอุปราชา แต่วันดังกล่าวถูกใช้เป็นวันกองทัพไทยไปแล้ว จึงได้พิจารณาวันอื่น และเห็นว่าวันที่ 13 มีนาคม ซึ่งเป็นวันที่คณะกรรมการคัดเลือกสัตว์ประจำชาติ มีมติให้ช้างเผือกเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทยนั้นมีความเหมาะสม จึงได้นำเสนอมติตามลำดับขั้นเข้าสู่คณะรัฐมนตรี โดยได้รับการสนับสนุนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อีกทางหนึ่ง ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2541 เห็นชอบให้ วันที่ 13 มีนาคม ของทุกปี เป็น วันช้างไทย และได้ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเมื่อ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2541ลงในราชกิจจานุเบกษา เมื่อ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2541

ผลจากการที่ประเทศไทยมีวันช้างไทยเกิดขึ้น นับเป็นการยกย่องให้เกียรติว่าเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญอีกครั้ง นอกเหนือจากเกียรติที่ช้างเคยได้รับในอดีต ไม่ว่าจะเป็นช้างเผือกในธงชาติ หรือช้างเผือกที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ หรือสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริ์