Slider

การตกลูกของช้าง

ช้างพัง หรีอช้างตัวเมียที่สมบูรณ์ จะมีลูกได้เมื่อมีอายุระหว่าง ๑๕-๕๐ ปี ในประเทศพม่ามีผู้เคยพบช้างพัง ซึ่งมีอายุเพียง ๙ ปี ๑ เดือน ตกลูกออกมา แม้ว่าลูกช้างที่เกิดจากแม่ช้างที่มีอายุน้อยตัวนี้จะมีอวัยวะครบสมบูรณ์ แต่ก็ไม่สามารถเลี้ยงให้มีชีวิตรอดได้ ฉะนั้นเรื่องนี้จึงถือว่า เป็นกรณีพิเศษ ซึ่งนานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้ง การผสมพันธุ์ของช้างระหว่างช้างตัวผู้กับช้างตัวเมีย เป็นไปในลักษณะเช่นเดียวกับม้า วัว และควาย คือ ช้างตัวผู้ใช้ขาหน้าคร่อมหลังของช้างตัวเมีย การผสมพันธุ์ของมันนั้นมิได้ซ่อนเร้น หรือกระดากอายอย่างที่มีคนเข้าใจกัน แต่ที่เราไม่ใคร่ได้เห็นช้างผสมพันธุ์กันบ่อยๆ นั้น เพราะช้างต้องทำงานอยู่ในป่าห่างไกลจากผู้คน จึงไม่ค่อยมีคนพบเห็นกันบ่อยนัก อวัยวะเพศของช้างตัวเมียมีลักษณะเป็นถุงห้อยยานลงมา ส่วนอวัยวะเพศของช้างตัวผู้ก็มีลักษณะเช่นเดียวกับม้า วัว ควาย ผิดกันแต่ว่า มีขนาดใหญ่กว่า และอัณฑะของช้างนั้นอยู่ในช่องท้อง ไม่ปรากฏให้เห็นข้างนอก การตั้งท้องของช้างมีระยะเวลาระหว่าง ๒๑-๒๒ เดือน เนื่องจากตัวของช้างมีลักษณะใหญ่ อ้วนกลมอยู่แล้ว ฉะนั้น ในระยะที่มันตั้งท้องจะสังเกตได้ยาก บางทีเจ้าของจะทราบ ก็ต่อเมื่อช้างตกลูกออกมาแล้ว ดังนั้น จึงต้องอาศัยสังเกตวิธีอื่นประกอบ เช่น เต้านมคัด มีน้ำนมไหล หรือช้างไม่ยอมลุกนั่งตามคำสั่ง และไม่ยอมทำงาน ในกรณีที่ช้างอยู่เป็นฝูง หรือเจ้าของช้างมีช้างหลายเชือก แม่ช้างที่ท้องแก่จะหาเพื่อนช้างพังที่สนิท ไว้ช่วยเหลือในเวลาตกลูก ช้างพังที่คอยช่วยเหลือนี้เรียกกันว่า “แม่รับ” จะคอยช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา

      เมื่อช้างแม่ถึงกำหนดใกล้จะคลอดลูก มักจะไปหาที่ ซึ่งมีหญ้าอ่อน หรือพื้นดินนุ่ม เพื่อมิให้เป็นอันตรายแก่ลูกที่จะคลอดออกมา เพราะช้าง  แม่ส่วนมากจะยืนคลอดลูก โดยย่อขาหลังต่ำลงมา ลูกอาจจะตกลงพื้นดินในระยะสูงพอควร ลูกซึ่งคลอดออกมาจะมีถุงใสๆ เป็นเยื่อบางๆ หุ้มอยู่ แม่รับจะเข้าไปช่วยฉีกถุงเยื่อที่หุ้มออกจากตัวลูกช้าง ถ้าไม่มีแม่รับ แม่ช้างจะฉีกถุงเยื่อนั้นเอง เมื่อฉีกถุงเยื่อออกแล้ว ตัวลูกช้างยังเปียกน้ำเมือกที่หล่อเลี้ยงอยู่ หลังจากนั้นลูกช้างจะนอนตะแคงนิ่งๆ มีการเคลื่อนไหวเฉพาะส่วนงวงและหู หรือขาบ้างเล็กน้อย ประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง พอตัวแห้งก็ค่อยๆ พยุงตัวยืนขึ้นเอง และเดินไปมาได้ช้าๆ ในระยะนี้แม่รับจะคอยประคับประคองลูกช้างอยู่ตลอดเวลา ต่อมาอีกประมาณ ๑ ชั่วโมง ลูกช้างก็จะเข้าไปหาแม่ เพื่อกินนม ลูกช้างบางตัวที่แข็งแรง พอคลอดออกจากท้องแม่ได้เพียงครู่เดียว ก็สามารถเดินเข้าไปหาแม่ได้ การเข้าไปหาแม่ในเวลารวดเร็วเช่นนี้ เคยมีลูกช้างได้รับอันตรายจากแม่ของมันเอง โดยกัดงวงของลูกช้างจนขาด และถึงแก่ความตายมาแล้ว เพราะในระยะเพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ เช่นนั้น ยังปรับตัวไม่ทัน เนื่องจากยังอยู่ในระหว่างเจ็บปวดจากการคลอด และยังไม่มีสัญชาตญาณแห่งการรักลูก จึงอาจทำร้ายลูกได้ การที่ธรรมชาติบังคับให้ลูกช้างนอนนิ่งอยู่ ประมาณ ๑-๒ ชั่วโมง จึงเดินเข้าไปหาแม่ได้นั้น เป็นการทอดระยะเวลาให้แม่ช้างบรรเทาความเจ็บปวด และเกิดสัญชาตญาณในการรักลูกขึ้นมา

      อย่างไรก็ดีถ้ามีแม่รับอยู่ในระยะนี้ แม่รับจะคอยกันลูกช้างไม่ให้เข้าใกล้แม่ จนกว่าจะเห็นว่าปลอดภัยแล้ว จึงยอมให้ลูกช้างเข้าใกล้แม่ได้ ลูกช้างเมื่อคลอดใหม่ๆ จะมีขนยาว หัวเล็ก งวงสั้น มีความสูงประมาณ ๗๕ เซนติเมตร มีงวงยาวประมาณ ๓๐ เซนติเมตร และมีน้ำหนักประมาณ ๑๐๐ กิโลกรัม แม่ช้างมีนมสองเต้า เช่นเดียวกับสัตว์ ๔ เท้า ที่ออกลูกครั้งละ ๑ ตัวทั้งหลาย การกินนมของลูกช้างนั้น ใช้ปากดูดหัวนมโดยตรง โดยยกงวงให้สูงขึ้น เพื่อให้ปากซึ่งอยู่ตอนล่างของงวงสัมผัสกับหัวนมได้ ไม่ใช้วิธีเอางวงดูดนมแล้วพ่นใส่ปาก อย่างที่หลายคนเข้าใจกัน ลูกช้างจะหย่านมแม่ เมื่ออายุประมาณ ๓ ขวบ ในระยะที่ยังกินนมอยู่นี้ ลูกช้างจะติดตามแม่อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ลูกช้างมีอายุได้ประมาณ ๑ ขวบ แม่ช้างหรือแม่รับจะพาลูกช้างไปหัดกินหญ้าอ่อนๆ และคอยช่วยเลี้ยงดูอยู่เสมอ บางทีจะเอาใจใส่ดูแลมากกว่าแม่แท้ๆ เสียด้วยซ้ำ ลูกช้างในระหว่างที่ยังไม่หย่านมนี้ มีนิสัยซุกซนมาก ดังนั้น จึงมักจะได้รับอันตรายจากไม้กลิ้งทับ ในขณะที่แม่กำลังทำงาน หรือได้รับอันตรายจากงูพิษกัด เพราะไปเล่นกับงู โดยไม่ทราบว่า งูนั้นเป็นอันตรายแก่ตัวของมัน  แม่ช้างเชือกหนึ่งอาจจะมีลูกได้ ๓-๔ ตัว ตลอดชีวิตของมัน โดยปกติแล้ว แม่ช้างจะตกลูกเพียงครั้งละ ๑ ตัว และจะมีลูกห่างกันประมาณ ๓ ปี ทั้งนี้แล้วแต่สภาพแวดล้อม เช่น ช้างป่าที่มีชีวิตเป็นอิสระ ย่อมมีลูกได้สม่ำเสมอกว่าช้างบ้าน ที่ถูกจองจำ และต้องทำงานหนักอยู่ตลอดเวลา

ลูกช้างอายุ ๓ เดือน

เกี่ยวกับช้าง

การกินการนอนของช้าง

การนอนหลับโดยปกติของช้าง มีระยะเวลาสั้น ประมาณ ๓-๔ ชั่วโมง เวลานอนของมันอยู่ในระหว่าง ๒๓.๐๐-๐๓.๐๐ น. ของวันรุ่งขึ้น ลักษณะการนอน ของช้างเมื่อหลับสนิท จะนอนตะแคงลำตัวข้างใดข้างหนึ่งลงกับพื้น ช้างมีอาการหาวนอน และนอนกรน เช่นเดียวกับมนุษย์ ถ้าหากพบช้างนอนหลับในเวลากลางวัน ควรสันนิษฐานไว้ก่อนว่า ช้างเชือกนั้นคงไม่สบาย หรือมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เนื่องจากช้างมีเวลานอนน้อยนั่นเอง มันจึงใช้เวลาที่เหลืออยู่ในการกินอาหาร และเดินท่องเที่ยวไปในป่า เวลาเดินไปก็กินหญ้าไปตลอดทาง กล่าวกันว่า ช้างเชือกหนึ่งจะกินอาหารและหญ้า คิดเป็นน้ำหนักประมาณ ๒๕๐ กิโลกรัมใน ๑ วัน เนื่องจากช้างไม่มีกระเพาะพิเศษ สำหรับเก็บอาหารไว้สำรอง แล้วสำรอกออกมาเคี้ยวเอื้องในยามว่าง เหมือนดังเช่นวัวควาย แต่ช้างก็มีวิธีเก็บสำรองอาหารไว้กินในระหว่างเดินทาง หรือระหว่างทำงาน เช่น เอางวงกำหญ้าไว้ในขณะเดินทาง หรือเอาหญ้าและอาหาร เหน็บไว้ที่ซอกงาของมัน นอกจากนั้น มันยังมีวิธีทำความสะอาดหญ้า ด้วยการใช้งวงจับหญ้าฟาด ให้ดินหลุดหมดเสียก่อนที่มันจะกินด้วย ตามที่กล่าวมาแล้วว่า ช้างเป็นสัตว์ที่กินอาหารมาก ดังนั้น ขณะที่ทำงาน หรือเดินทาง มันจึงถ่ายมูลออกมาอยู่ตลอดเวลา และมูลของมันนี้เองที่เจ้าของ หรือควาญ ใช้เป็นวิธีหนึ่ง ในการนำทางไปตามจับช้างของตน สำหรับน้ำที่ช้างใช้ดื่มนั้น โดยปกติช้างชอบดื่มน้ำสะอาด การดื่มใช้งวงดูดน้ำ แล้วพ่นเข้าปาก กล่าวกันว่า ช้างที่ทำงานตัวหนึ่งๆ จะดื่มน้ำประมาณ ๖๐ แกลลอน หรือประมาณ ๑๕ ปีบ/วัน ดังนั้น การที่เราจะนำช้างจำนวนมากๆ มารวมอยู่ในที่เดียวกัน ปัญหาเรื่องอาหารและน้ำ สำหรับช้างจึงเป็นเรื่อง ที่จะต้องพิจารณาก่อนอื่น ตามปกติช้างเลี้ยง หรือช้างบ้าน เจ้าของมักจะปล่อยให้มันออกไปหากินเอง แต่เพื่อมิให้ช้างเดินไปหาอาหารไกลๆ ทำให้ยากแก่การตามจับมาทำงานอีก เจ้าของจึงมักจะใส่ปลอกที่ขาหน้าของมันไว้ ปลอกนี้อาจจะทำด้วยเหล็กหรือหวาย และเรียกกันในวงการทำไม้ว่า “จะแคะ” ช้างที่ใส่ปลอกขาหน้าจะเดินได้ช้า และหากินได้ไม่ไกลนัก

ช้างใส่จะแคะ


      ช้างเป็นสัตว์ที่ไม่กินเนื้อ (herbivorous) ฉะนั้น อาหารของมันจึงเป็นพวกหญ้า และต้นไม้ หรือผลไม้ ซึ่งพอจะแบ่งแยกออกได้เป็น ๕ จำพวก คือ จำพวกหญ้า ได้แก่ พง แขม อ้อ กก หญ้าคา เอื้อง หมายนา หญ้าแพรก หญ้ายอนหู หญ้าปล้อง หญ้า กระเดือยหนู หญ้าปากควาย หญ้าก๋งกาย ฯลฯ จำพวก ไม้ไผ่ ไม้จำพวกนี้ช้างชอบกินใบยอดอ่อน และหน่อ ได้แก่ ไผ่ข้าวหลาม ไผ่ป่า ไม้รวก ไม้ซาง ไม้ผาก ไม้ซางนวล ไม้ไผ่หอม ไม้บง ฯลฯ จำพวกเถาวัลย์ ได้ แก่ สลอดน้ำ บอระเพ็ด หนามหัน ส้มป่อย เครือสะบ้า กระทงลาย จิงจ้อ เล็บรอก หวายเครือ เขาน้ำ เครือเขา ขึ้น เถาวัลย์แดง ฯลฯ จำพวกไม้ยืนต้น ช้างชอบกินทั้ง เปลือก ใบ และผล ได้แก่ ไทร มะเดื่อ กล้วย ขนุน นางแย้มป่า ตุมกาขาว กุ่ม ส้มเสี้ยว สัก งิ้ว ถ่อน อ้อย ช้าง มะพร้าว มะขาม มะขามป้อม มะเฟือง มะไฟ ปอสา จามจุรี มะยมป่า หว้า มะตูม มะขวิด สมพง โพ เต่าร้าง กระพ้อ ค้อ ระกำ เป้ง ฯลฯ จำพวก พืชไร่สวน ได้แก่ ข้าว เดือย ข้าวโพด อ้อย ข้าวฟ่าง สับปะรด ถั่วแระต้น ฟัก แตงต่างๆ มะพร้าว มะละกอ กล้วย ฯลฯ อาหารเหล่านี้ ช้างจะหากินเอง เมื่อมันอยู่ในป่า แต่ถ้านำมาเลี้ยงในหมู่บ้าน หรือนำมาทำงานใกล้บ้าน จำเป็นต้องหาอาหารพิเศษ เช่น ข้าวเปลือก กล้วย อ้อย ทางมะพร้าว ผลมะละกอดิบ ฯลฯ ให้มันกินด้วย ในเวลาที่ช้างไม่อาจไปหาอาหารในป่ากินเองได้ เจ้าของมักจะผสมเกลือลงไปในอาหารพิเศษ ที่จะให้มันกิน เพื่อให้มันได้รับธาตุเกลือ แทนดินโป่ง ซึ่งเป็นดินเค็มที่มันเคยกินในป่า นอกจากนั้น เจ้าของมักจะให้มะขามเปียกปั้นเป็นก้อนใส่เกลือไว้ข้างใน ให้มันกินสัปดาห์ละครั้ง มะขามเปียกเป็นอาหารที่ช้างชอบมาก และเป็นยาระบายอ่อนๆ เวลาจะให้ช้างกินยา มักจะนำยาใส่ในก้อนมะขามเปียกให้มันกิน จะทำให้มันกินยาง่ายขึ้น

ช้างเลี้ยงไทยวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ? ชวนคุยกับ นสพ.ฉัตรโชติ ทิตาราม ถึงประเด็นที่ไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีการทรมานช้างติดอันดับ 2 ของเอเชีย

ช้างเลี้ยงไทยวันนี้เป็นอย่างไรบ้าง ? ชวนคุยกับ นสพ.ฉัตรโชติ ทิตาราม ถึงประเด็นที่ไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีการทรมานช้างติดอันดับ 2 ของเอเชีย

ในปี 2017 ประเทศไทยถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีการใช้งานช้างอย่างหนักในสถานที่ท่องเที่ยวติดเป็นอันดับ 2 ของเอเชีย โดยการจัดอันดับของ World Animal Protection (WAP) หรือองค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งโลก เกณฑ์ในการชี้วัดของงานวิจัยชิ้นนี้แบ่งเป็นหลายส่วนด้วยกัน เช่น สภาพความเป็นอยู่ ความถี่ในการถูกใช้เพื่อการแสดง ระยะเวลาทำงาน สัตวบาล การล่ามโซ่ การปฏิสัมพันธ์กับนักท่องเที่ยว คุณภาพของอาหาร เป็นต้น

ในงานวิจัยชิ้นนี้ยังระบุอีกว่าสวัสดิภาพความเป็นอยู่ของช้างเลี้ยงไทยอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำสุดรองจากอินเดีย ได้คะแนนต่ำสุดที่ 4.4 ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับ 2 คะแนนอยู่ที่ 4.6 ตามด้วยเนปาล 4.8 ศรีลังกา 4.9 และลาว 5.0 ส่วนประเทศที่ได้คะแนนมากที่สุดในเรื่องสวัสดิภาพช้างท่องเที่ยวคือกัมพูชาที่ได้ 6.5 คะแนน จากช้างที่มีอยู่ 36 เชือก ในปางช้าง 4 แห่ง

จากประเด็นดังกล่าว ผู้เขียนจึงสอบถามไปยังผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายสัตวแพทย์ ดร.ฉัตรโชติ ทิตาราม หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศด้านการศึกษาและวิจัยช้าง คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ผู้ที่คลุกคลีอยู่ในวงการช้างเลี้ยงและการจัดการปางช้างในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ถึงสิ่งที่เกริ่นมาข้างต้นนั้นจริงเท็จมากน้อยเพียงใด

Photo Credit : www.onlinenewscm.com

หมอฉัตรโชติระบุว่า การจัดอันดับในครั้งนี้มาจากนักสวัสดิภาพหรือนักสิทธิสัตว์ การประเมินถูกประเมินจากการเริ่มต้นในรูปแบบที่ว่าปางไหนใช้ขอ ใช้โซ่ ปางนั้นถือว่ามีการดูแลช้างที่แย่ ข้อมูลบางอย่างไม่ได้อิงจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์เป็นเพียงการตั้งแง่ด้านความรู้สึกของนักสิทธิสัตว์เท่านั้น

“ตอนนี้ที่ตัดสินกันไปเรียบร้อยแล้วก็คือตัดสินจากความรู้สึกไม่ได้ตัดสินจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะข้อมูลที่มาจากฝั่งนักสิทธิสัตว์ เช่น การขี่ช้าง การใช้ช้าง จะทำให้หลังช้าง กระดูกช้าง โครงสร้างของช้าง ได้รับอันตราย เพราะมันไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อขี่ แต่ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่ทางคณะสัตว์แพทย์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการวิจัยออกมาชัดเจน เช่น ในเรื่องของความเครียด ช้างที่นำมาใช้งานโดยเฉพาะช้างที่อยู่ภายใต้การเลี้ยงดู ถ้ามีการให้ขี่หรือออกไปเดินเล่น ออกไปทำกิจกรรมอย่างอื่น สุขภาพช้างจะดีกว่าเมื่อเทียบกับช้างที่ถูกนำมาเลี้ยงแต่ไม่ได้ใช้งาน

การปล่อยช้างให้อยู่เฉย ๆ เพื่อให้คนมาดูแล้วก็ป้อนอาหาร เราพบว่าช้างเหล่านี้จะอ้วนและมีสุขภาพที่แย่ในระยะยาว ช้างจะมีลักษณะเหมือนคน คือค่าไตรกีเซอร์ไร คอลเลสเตอรอล ค่าน้ำตาล ค่าไขมันในเลือดพวกนี้สูงหมดเลย ในขณะที่ช้างที่ออกกำลังกาย เดิน พาแขกไปอะไรพวกนี้จะมีสุขภาพที่ดี อันนี้เป็นข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่เราพิสูจน์มาหักล้างทฤษฎีจากความรู้สึก”

งานวิจัยระบุว่าช้างสามารถรับน้ำหนักได้มากถึง 600 กิโลกรัม ส่วนการใช้ขอ ใช้โซ่ยังคงเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากช้างแต่ละเชือกมีนิสัยต่างกันจึงต้องมีการฝึกและควบคุมให้ช้างเหล่านี้สามารถอยู่ร่วมกับคนได้

Photo Credit : Center of Elephant and Wildlife Research

“ส่วนการรับน้ำหนักนั้นตอนนี้มีงานวิจัยออกมาเรียบร้อยแล้วว่าม้าสามารถรับน้ำหนักได้ 20-29 เปอร์เซ็นต์ สมมติน้ำหนัก 600 กิโลกรัม ม้าจะสามารถรับน้ำหนักได้ประมาณ 100 กว่ากิโลกรัม ถ้าช้างหนัก 3000 กิโลกรัม หากคิดเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักทั้งหมด ช้างจะสามารถรับน้ำหนักมากถึง 600 กิโลกรัม แต่ปัจจุบันเวลาเขาขี่ช้าง น้ำหนักของควาญช้างและนักท่องเที่ยวไม่เกิน 300 กิโลกรัม ดังนั้นก็เหมือนกับว่าช้างสามารถรับน้ำหนักได้ไม่น่าจะมีปัญหา ถ้ามีการปรับให้พอเหมาะพอควร” หมอฉัตรโชติกล่าว

ส่วนเหตุผลในการใช้ขอใช้โซ่นั้นหมอฉัตรโชติอธิบายให้ฟังว่า หลายคนไม่ทราบว่าช้างบางเชือกมีนิสัยดุร้าย ซึ่งจะต้องมีการดูแลอย่างใกล้ชิดและอาจจะต้องมีการลงโทษด้วย เมื่อช้างอยู่ภายใต้การควบคุมดูแลแล้วการใช้โซ่ก็ยังจำเป็นอยู่เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาในภายหลัง เพราะถ้าไม่มีการมัดโซ่แล้วช้างอาจจะเดินเข้าไปในบ้านคน หรือพื้นที่เกษตรของชาวบ้าน มันก็จะเกิดความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างขึ้นได้ ช้างมีน้ำหนักตัว 3000-4000 กิโลกรัม และแรงของช้างมีเยอะมาก เมื่อช้างใช้งวงฟาดหนึ่งครั้งอาจจะถึงตายได้ มันจึงต้องมีการฝึกและควบคุมให้ช้างเหล่านี้สามารถอยู่ร่วมกับคนได้ ไม่ไปทำร้าย ไม่ไปฆ่าคน

นักสิทธิสัตว์มองว่าการนำช้างออกมาอยู่ในเมืองคือการละเมิดสิทธิสัตว์ จริง ๆ แล้วช้างควรจะอยู่ในป่า ?
มันอยู่ที่มุมมองมากกว่า ถ้าจะมองว่าช้างเป็นสัตว์ป่าก็ใช่ แต่ถ้าถามว่า เมื่อ 2-3 พันปีที่แล้วช้างก็ถูกนำมาใช้งานเหมือนกัน เพียงแต่ตอนนี้มันอยู่ในช่วงที่เถียงกันระหว่างคนที่นำช้างมาเลี้ยงกับนักสิทธิสัตว์ คนที่นำช้างมาเลี้ยงเขาก็มองว่าเป็นสัตว์เลี้ยงเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การเลี้ยงช้างเหมือนกับการเลี้ยงดูลูกหลาน แต่อีกกลุ่มหนึ่งก็อาจจะมองว่าช้างคือสัตว์ป่า การนำมาเลี้ยงคือไม่เหมาะสมไม่ควรทำอย่างยิ่ง

Photo Credit : Center of Elephant and Wildlife Research


กฎหมายคุ้มครองสัตว์ครอบคลุมสวัสดิภาพช้างเลี้ยงมากน้อยแค่ไหน 
?
กฎหมายที่คุ้มครองตอนนี้มี พ.ร.บ. ป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์. พ.ศ. 2557 จะครอบคลุมถึงตัวช้างด้วย เพียงแต่ยังไม่มีกฎหมายลูกออกมาว่าจะต้องทำอย่างไรกับช้าง เช่น ช้างที่มีการใส่โซ่หรือการขี่ช้างเป็นสิ่งที่แย่หรือเปล่า รวมถึงการทารุณกรรมสัตว์ทั้งหลาย ตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายออกมาจึงไม่สามารถตัดสินใครได้ หมอฉัตรโชติกล่าว

รายละเอียดเพิ่มเติมในประเด็นนี้ผู้เขียนได้อิงข้อมูลจากหนังสือช้าง-ขอ-แหย่ง… การจัดการปางช้างเพื่อการท่องเที่ยว ในหนังสือได้พูดถึงเรื่องสวัสดิภาพช้างภายในปางโดยระบุว่า การจัดการสวัสดิภาพสัตว์ ตาม พ.ร.บ. ป้องกันทารุณกรรมสัตว์ฯ นั้น หมายความว่า การเลี้ยงหรือการดูแลให้สัตว์มีความเป็นอยู่ในสภาวะที่เหมาะสม มีสุขภาพอนามัยที่ดี มีที่อยู่ อาหาร และน้ำอย่างเพียงพอ ปางช้างซึ่งมีการนำช้างมาใช้งานหรือมีช้างอยู่ในความดูแล ควรมีการจัดการสวัสดิภาพช้างที่เหมาะสม โดยอาจยึดตามหลักสวัสดิภาพสัตว์หรืออิสรภาพ 5 ประการที่สัตว์ควรได้รับ คือ มีอิสระจากความหิว กระหาย มีอิสระจากความไม่สะดวกสบายอันเนื่องมาจากสภาวะแวดล้อม มีอิสระจากความเจ็บปวด การบาดเจ็บ และเป็นโรค มีอิสระจากความกลัวและความทุกข์ทรมาน และมีอิสระในการแสดงพฤติกรรมตามปกติของสัตว์

นอกจากนี้ปางช้างควรกำหนดให้มีผู้ดูแลการจัดการสวัสดิภาพช้างภายในปางโดยเฉพาะ สัตวแพทย์ ผู้ช่วยสัตวแพทย์ ผู้ดูแลสุขภาพช้าง หรือหัวหน้าควาญช้าง เป็นผู้คอยประเมินและปรับปรุงความเป็นอยู่ของช้างให้เป็นไปตามสวัสดิภาพของสัตว์

แม้กฎหมายคุ้มครองช้างจะไม่ชัดเจนหรือครอบคลุมมากนัก แต่ก็มีนักวิชาการหลายฝ่ายที่พยายามออกมาผลักดันในเรื่องสวัสดิภาพช้างเลี้ยงและสร้างองค์ความรู้ใหม่ ๆ เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาการเลี้ยงช้างและการจัดการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย

คำตอบของคำถามที่ว่า สวัสดิภาพช้างเลี้ยงไทยในวันนี้เป็นอย่างไรบ้างนั้น อาจจะตอบได้ไม่เต็มปากว่าความจริงแล้วการจัดอันดับในครั้งนี้จริงเท็จมากน้อยแค่ไหน เพราะเรายังคงเห็นภาพความรุนแรงที่เกิดขึ้นกับช้างเลี้ยงในประเทศไทยอยู่ แต่วันนี้หลายฝ่ายพร้อมที่จะพัฒนาและตื่นตัวเรื่องสวัสดิภาพช้างเลี้ยงมากขึ้น ซึ่งนับว่าเป็นสัญญาณที่ดี ที่กำลังเกิดขึ้นในบ้านเรา

เกี่ยวกับช้าง

สมดุลระหว่างคนกับช้าง

ปัจจุบันช้างป่าอาศัยอยู่ทุกประเทศในเอเชีย ส่วนประเทศไทยนั้นมีประชากรช้างป่าราว 3,341 ตัว โดยอาศัยอยู่ในกลุ่มป่าทั้ง 9 แห่ง ของประเทศไทย กลุ่มป่าตะวันตก 642-734 ตัว, กลุ่มป่าแก่งกระจาน 487-500 ตัว, กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เข้าใหญ่ 501 ตัว, กลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว 489 ตัว และกลุ่มป่าตะวันออก 423 ตัว มากที่สุดตามลำดับ และมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น โดยช้างป่ากลุ่มป่าตะวันออกเพิ่มขึ้นร้อยละ 8.2 ต่อปี เป็นต้น

ปัญหาระหว่างคนกับช้างป่านั้นเกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการล่าช้างเพื่อเอางาหรือถลกหนัง การสวมสิทธิช้าง การบุกรุกถิ่นอาศัย และปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างในเรื่องของการบุกรุกทำลายพืชผลทางการเกษตร กระทั่งอาจนำไปสู่ความรุนแรงต่อคนหรือช้างป่าเองในที่สุด แต่ละพื้นที่นั้นมีบริบทที่แตกต่างกัน ทั้งปัญหาน้อยใหญ่ และวิธีการแก้ไขปัญหาระหว่างคนกับช้างจึงต้องวิเคราะห์ตามบริบทของแต่ละประเทศหรือกลุ่มป่านั้นๆ เพื่อปรับใช้และหาความเหมาะสมต่อไป

เลขาธิการมูลนิธิสืบนาคะเสถียร คุณภาณุเดช เกิดมะลิ กล่าวถึงสาเหตุของการเกิดปัญหาระหว่างคนกับช้างว่า ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละพื้นที่และบริบทของสัตว์ผู้ล่า ยกตัวอย่างในป่าตะวันตกเองยังไม่เกิดปัญหามากนักเพราะสัตว์ป่าผู้ล่าอย่างเสือโคร่งยังคอยช่วยควบคุมประชากรลูกช้าง แต่ในหลายพื้นที่ไม่มีสัตว์ป่าผู้ล่าขนาดใหญ่ทำให้ไม่มีสิ่งควบคุมประชากรสัตว์ป่าเหล่านี้ กลายเป็นช้างป่าเพิ่มจำนวนมากขึ้น และทำให้เกิดปัญหาระหว่างคนกับสัตว์ป่าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันอาจจะเกิดปัญหาระหว่างคนกับสัตว์ป่าบางพื้นที่ บางพื้นที่อาจจะกำลังเกิดก็ได้

และอีกหนึ่งสาเหตุคือถิ่นอาศัยของช้างที่อยู่ในพื้นที่ที่มีลักษณะปิด หรือก็คือพื้นที่โดยรอบถูกแวดล้อมด้วยพื้นที่เกษตรและชุมชนทำให้ช้างไม่สามารถอพยพเคลื่อนย้ายไปมาได้อย่างอิสระดังเช่นในอดีต ทำให้ช้างป่าออกมานอกพื้นที่ สร้างความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตร แหล่งข่าวจากกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ยกตัวอย่างป่าตะวันตกที่เป็นป่าผืนใหญ่ที่สุดของประเทศไทย มีพื้นที่ 11.7 ล้านไร่ ซึ่งเป็นป่าผืนเดียวที่มีขนาดใหญ่ ช้างป่าสามารถเดินไปได้ทั่วเหมาะกับพฤติกรรมที่สามารถเดินไกลได้ แต่กับบางกลุ่มป่านั้นถูกตัดขาด บางพื้นที่เป็นเพียงหย่อมป่า ดังเช่นกลุ่มป่าตะวันออกที่มีพื้นที่ราว 1 ล้านกว่าไร่ ขณะที่มีช้างป่ามีจำนวน 423 ตัว ซึ่งจำนวนนี้ไม่ถือว่า Overpopulation พื้นที่ยังเพียงพอต่อการอยู่อาศัยของช้าง

แต่ข้อมูลจากโครงการประชุมเชิงปฏิบัติการแก้ไขปัญหาช้างป่ารบกวนประชาชน ระบุไว้ช่วงหนึ่งว่า ช้างป่าออกมานอกพื้นที่ป่า 4,845 ครั้ง สร้างความเสียหายแก่ทรัพย์สิน 85 รายการ พืชผล 2,115 ไร่ ทำร้ายประชาชนบาดเจ็บ 92 ราย และเสียชีวิต 27 ราย และปรากฏช้างตาย ตั้งแต่ปี 2557-2561 จำนวน 35 ตัว โดยปี 2560 นั้น ได้กำหนดแนวทางการปฏิบัติและแก้ไขปัญหาช้างรบกวนประชาชนแล้ว และนอกจากนี้ยังมีประชาชนแก้ไขปัญหาไม่ถูกวิธีเช่นการทำรั้วไฟฟ้าที่ไม่ได้มาตรฐานจึงทำให้ยิ่งกระตุ้นให้ช้างมีพฤติกรรมก้าวร้าวและดุร้ายมากขึ้นนั่นเอง ด้านแหล่งข่าวเล็งเห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นจึงต้องนำมาพิจารณาว่าอะไรเป็นสาเหตุและหามาตรการแก้ปัญหาร่วมกันต่อไป

ทั้งหมดทั้งมวลนำมาสู่ การจัดประชุมเชิงปฏิบัติการการแก้ไขปัญหาช้างรบกวนประชาชน ในวันที่ 26-27 กันยายน 2561 ที่จัดโดย กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผ่านการมีส่วนร่วมของหน่วยงาน องค์กรที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนประชาชนในแต่ละพื้นที่ทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับช้างป่าและบริบทปัญหาในแต่ละพื้นที่กลุ่มป่า แลกเปลี่ยนข้อมูล สถานการณ์ การเยียวยาชุมชน ฯลฯ และนำไปสู่การออกแบบมาตรการการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบตามหลักวิชาการ เกิดเป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์ต่อช้างป่าและคนได้อยู่ร่วมกันได้ต่อไป

โดยมีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด มูลนิธิอนุรักษ์ช้างสามเหลี่ยมทองคำ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และเครื่อข่ายองค์กรอนุรักษ์สัตว์ป่ากุยบุรี (Power of Kuiburi) เป็นวิทยากรภายในงาน ผ่านการบรรยาย การอภิปราย และลงมือภาคปฏิบัติเพื่อระดมความคิด ถอดบทเรียน และจัดทำแผนการจัดการช้างป่าในระดับกลุ่มป่าทั้ง 9 กลุ่มป่า อันได้แก่ (1) กลุ่มป่าตะวันตก (2) กลุ่มป่าดงพญาเย็น-เขาใหญ่ (3) กลุ่มป่าภูพาน (4) กลุ่มป่าตะวันตก (5) กลุ่มป่าแก่งกระจาน (6) กลุ่มป่าภูเขียว-น้ำหนาว (7) กลุ่มป่าพนมดงรัก-ผ้าแต้ม (8) กลุ่มป่าเขาหลวง และ (9) กลุ่มป่าฮาลา-บาลา

ด้านการจัดการปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่านั้นแบ่งได้ 2 ส่วน

(1) การจัดการช้างป่าในพื้นที่อนุรักษ์ สร้างความอุดมสมบูรณ์ให้พื้นที่ป่าอนุรักษ์ แต่การสร้างความอุดมสมบูรณ์ในที่นี้มิได้หมายถึงการปลูกป่าในพื้นที่อนุรักษ์ แต่เป็นการดูแลความต้องการของสัตว์เป็นสำคัญ ทั้งแหล่งอาหาร แหล่งน้ำ หรือแหล่งโคลนที่ช้างชอบเล่นเกลือกกลิ้งตามธรรมชาติของช้าง ถ้าไม่พอก็จำเป็นต้องเสริมเพื่อให้ช้างป่าสามารถดำรงชีวิตอยู่ในป่าอนุรักษ์ได้อย่างสบาย

(2) การจัดการช้างป่านอกพื้นที่อนุรักษ์ การบริหารจัดการนอกพื้นที่อนุรักษ์ขึ้นอยู่กับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นในแต่ละพื้นที่กลุ่มป่า และแก้ปัญหาตามความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ไป

“วันนี้คงไม่พูดว่าใครผิดใครถูก แต่เราต้องหาวิธีการอยู่ร่วมกันระหว่างคนกับช้างป่าอย่างสมดุล”

อยู่ดีๆ เราจะไปจะไปจัดการกับช้างนั้นไม่สามารถทำได้ และในขณะเดียวกันหากเราละเลยชุมชนโดยรอบก็จะกลายเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขามองช้างเป็นศัตรู และอาจกลายเป็นปัญหาได้ในอนาคต คุณภาณุเดชกล่าว

โดยจากการประชุมทำให้เห็นภาพรวมปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างป่าในประเทศไทยชัดเจนขึ้น และเล็งเห็นตรงกันว่าควรมีฐานข้อมูลและองค์ความรู้เกี่ยวกับช้างป่าในแต่ละพื้นที่เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน อนึ่งเพื่อให้คนกับช้างได้รับประโยชน์ทั้งสองฝ่าย

ช้างกับคน: สัมพันธภาพนิรันดร์กาล

แผ่นดินไทย เป็นแผ่นดินที่มีความผูกพันกับช้างอย่างลึกซึ้ง ทั้งสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และประชานชนคนไทยทั่วไป สัมพันธภาพแห่งความผูกพันระหว่างคนกับช้างปรากฏร่องรอยและเรื่องราวอยู่คู่กับคนไทยมาช้านาน

ช้างเป็นสัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีวิวัฒนาการผ่านกระบวนการทางธรรมชาติมานานนับหกสิบล้านปี ซึ่งมีการคาดการณ์กันว่าช้างกำลังจะสูญพันธุ์ไปภายในระยะเวลาไม่เกินห้าสิบปีนี้ และเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์ยิ่งที่บนผิวพิภพอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ มีแผ่นดินเพียงไม่กี่แห่งของผืนโลกที่ช้างยังมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นอยู่กับวิถีชีวิตของผู้คน ซึ่งหนึ่งในจำนวนนั้นคือแผ่นดินไทย สัมพันธภาพระหว่างคนกับช้างในแผ่นดินนี้ เปี่ยมล้นไปด้วยความผูกพัน ความเชื่อ ความศรัทธา ดังนั้นช้างไทยจึงมีบทบาทสำคัญต่อสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และวิถีชีวิตคนไทย

ในสมัยโบราณจนถึงรัชกาลที่ 3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ช้างเกี่ยวข้องกับสถาบันชาติ เป็นขุนพลร่วมรบและเป็นกำลังสำคัญในสมรภูมิเคียงบ่าเคียงไหล่กับทหาร เพื่อกอบกู้และรักษาเอกราชให้แผ่นดินไทยเสมอมา นอกจากนี้บทบาทของช้างต่อประวัติศาสตร์ชาติไทยยังรวมถึงการประกาศใช้ธงช้างเผือกในสมัยรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 6 เป็นธงชาติไทย ก่อนที่จะเปลี่ยนมาใช้ธงไตรรงค์ดังเช่นปัจจุบันนี้ อีกทั้งเป็นตราแผ่นดินในสมัยรัชกาลที่ 5 และเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย

ส่วนสถาบันศาสนานั้น ช้างมีบทบาทมาตั้งแต่เริ่มต้นพุทธกาล ดังจะเห็นได้จากภาพจิตรกรรม และปฏิมากรรมตามวัดต่าง ๆ ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธศาสนา จะมีรูปช้างปรากฏให้เห็นอยู่ทั่วไป นอกจากนี้สถาบันพระมหากษัตริย์ ถือว่าช้างเผือกเป็นสัตว์คู่บุญบารมีของพระมหากษัตริย์ ในอดีตช้างจะเป็นราชพาหนะให้กับพระมหากษัตริย์ในการเดินทางและออกสงครามทำยุทธหัตถี

ช้างนอกจากจะเกี่ยวข้องกับสถาบันหลักของชาติแล้ว คนไทยยังใช้ประโยชน์จากช้างในด้านทำศึกสงครามในอดีต ในพระราชพิธีต่าง ๆ การคมนาคมขนส่ง รวมทั้งในอุตสาหกรรมป่าไม้ และมีความเกี่ยวข้องผูกพันกับคนไทยในหลาย ๆ ด้าน ดังจะเห็นได้จากชื่อของช้างปรากฏอยู่ในวรรณคดีไทยในนิทาน นวนิยาย สุภาษิตและคำพังเพย นอกจากนี้ช้างยังกลายเป็นตัวแทนของโชค วาสนา และสิ่งอันเป็นมงคล เป็นสัญลักษณ์อยู่รอบ ๆ ตัวเรา นับแต่เทวรูป เครื่องราชอิสริยาภรณ์อันเป็นที่เชิดชูยิ่งช้างเผือก พระราชลัญจกรไอยราพต ตราประจำจังหวัดต่าง ๆ เหรียญที่ระลึก ธนบัตร ไปจนถึงชื่อถนน ชื่อสะพาน ชื่อสกุล และด้วยความผูกพันระหว่างคนกับช้าง จึงมีการนำภาพช้างมาทำเป็นของใช้ ของที่ระลึกในหลายรูปแบบมากมาย สำหรับคนที่รักและมีความผูกพันกับช้างเป็นพิเศษก็จะสะสมสิ่งของที่เกี่ยวข้องกับช้าง เช่น สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงสะสมช้างในรูปแบบต่าง ๆ ไว้เป็นจำนวนมาก

ในอดีตช้างมีความสุขมากกว่าทุกวันนี้ มีป่ากว้างและเขียวขจีให้อาศัย ท่องเที่ยวและสืบเผ่าพันธุ์ตามสัญชาตญาณสัตว์ป่า แต่ในปัจจุบันป่าเหลือน้อยลง สรีระที่ใหญ่โตกลายเป็นอุปสรรคในการดำรงชีวิต และยังต้องถูกตามล่าจากเพื่อนมนุษย์เพื่อเอางา ดังนั้นสถานภาพของช้างไทยในวันนี้จึงอยู่ในขั้นวิกฤต จากสถิติการลดจำนวนลงของช้าง นักวิชาการคาดการณ์ว่าถ้าไม่รีบลงมือแก้ไข อีกไม่นานช้างไทยคงเหลือแต่ตำนาน คงจะเป็นที่น่าเสียดายถ้าเราชนรุ่นหลังจะปล่อยให้ช้างสูญพันธ์ไปเหลือแต่เพียงชื่อช้าง ดังนั้นในวันที่ 13 มีนาคม เป็นวันช้างไทยเราควรมาช่วยกันอนุรักษ์ช้างไทยให้อยู่คู่กับเราไปนิรันดร์กาล

ช้าง

5 สิ่งมหัศจรรย์เกี่ยวกับช้างที่คุณยังไม่รู้

ช้างเป็นสัตว์คู่บ้านคู่เมืองของประเทศไทยมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน เราจึงมีความคุ้นเคยกับช้างเป็นอย่างดี แต่ก็ยังมีสิ่งพิเศษเกี่ยวกับช้างที่เราอาจจะยังไม่รู้

1.  ช้างจะกินวันละ 12-18 ชั่วโมง

จากการสำรวจของ National Geographic ช้างสามารถกินอาหารได้มากถึง 150 กิโลกรัมต่อวัน ถือเป็นปริมาณที่เยอะมากสำหรับสัตว์กินพืช อาหารของช้างส่วนใหญ่ประกอบด้วย หญ้า ผลไม้ ผัก และ พุ่มไม้

2.  ช้างสามารถสร้างเกราะป้องกันแสงแดดได้

ช้างมักถูกมองว่า ชอบเล่นโคลน และ ชอบคลุกฝุ่น ในวันที่อากาศร้อน ชั้นของฝุ่นที่ปกคลุมผิวช่วยปกป้องช้างจากการถูกแสงแดดทำลาย ช้างแอฟริกาและเอเชียอาศัยอยู่ในสภาวะที่อุณหภูมิและรังสียูวีรุนแรง วิธีในการปกป้องผิวของพวกเขาจะช่วยให้พวกเขาเย็นลงเมื่ออุณหภูมิเริ่มสูงขึ้นและช่วยปกป้องจากพวกปรสิต แต่เป็นเรื่องน่าเศร้าสำหรับช้างในปางช้างที่พฤติกรรมนี้มักถูกขัดขวาง

3. ช้างสามารถจำภาพสะท้อนตัวเองได้

การจำตนเองได้ในภาพสะท้อนนั้นหายากมากในบรรดาสัตว์ อย่างไรก็ตามจากการศึกษาเมื่อเร็ว ๆ นี้พบว่าช้างสามารถจดจำตนเองได้ในกระจก แม้แต่เด็กเล็กที่โตขึ้นมาหน่อยก็ยังไม่มีทักษะนี้จนกระทั่งอายุเกือบสองปี

4. ช้างถนัดทั้งงาซ้ายและงาขวา

ช้างใช้งาเป็นเครื่องมือในการช่วยเก็บสะสมอาหาร เช่นเปลือกไม้ ช้างสามารถใช้งาได้ทั้งสองข้าง แต่ก็จะมีข้างที่ชอบมากกว่า คล้ายกับมนุษย์ที่สามารถใช้มือได้ทั้งสองข้าง แต่จะมีข้างที่ถนัดกว่า

5. ช้างมีความสามารถในการแสดงความเห็นอกเห็นใจ

 ช้างมีความสามารถในการจับอารมณ์ความรู้สึกและสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งและยั่งยืนกับสมาชิกในฝูก หรือ คนใกล้ชิด พวกเขาสามารถจำบุคคลที่เคยพบ แต่ไม่เห็นกันเป็นปีได้ ฝูงช้างยังสามารถแสดงความโศกเศร้าถึงการจากไปของสมาชิกฝูงได้อีกด้วย

นี่คือข้อเท็จจริงที่เตือนเราว่าช้างนั้นน่าทึ่งเพียงใด สัตว์ที่สวยงามเหล่านี้สมควรได้รับการปกป้องจากเราทุกคน ปัจจุบันช้างป่าถูกพรากจากฝูงและแม่ของมันตั้งแต่ยังเล็ก เพื่อนำมาใช้ให้ความบันเทิงในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

วิกฤตปัญหาช้างไทย

ปัญหาของช้างป่า

คือจำนวนประชากรช้างป่าจะกระจายกันอยู่ตามผืนป่าอนุรักษ์ ซึ่งมีลักษณะเป็นป่าผืนเล็กๆไม่ต่อเนื่องกัน ทำให้ช้างตกอยู่ในสภาพคล้ายติดเกาะ ไม่สามารถข้ามไปมาระหว่างพื้นที่ได้ ส่งผลให้เกิดการผสมพันธุ์ภายในหมู่เครือญาติ (Inbreeding) ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดลักษณะด้อย เกิดโรคทางพันธุกรรม นำไปสู่การเสียชีวิตและการสูญพันธุ์ในที่สุด
 
1. ปัญหาพื้นที่ป่าถูกทำลาย
1.1 การทำลายป่าไม้เพื่อขยายพื้นที่เกษตรกรรม การที่รัฐบาลส่งเสริมให้เกษตรกรทำการเกษตรเพื่อส่งออก เป็นปัจจัยสำคัญซึ่งทำให้เกิดการลักลอบตัดไม้ทำลายป่า เผาป่า เพื่อความต้องการพื้นที่สำหรับใช้เพาะปลูก 
1.2 การเลี้ยงสัตว์ในเขตพื้นที่ป่า การปศุสัตว์ในปัจจุบันนอกจากจะมีการเลี้ยงสัตว์เป็นระบบฟาร์มซึ่งมีระบบการจัดการเป็นอย่างดีแล้ว การเลี้ยงสัตว์แบบดั้งเดิมก็ยังคงมีอยู่ คือ การเลี้ยงโดยปล่อยให้สัตว์เข้าไปหากินเองในป่า ซึ่งอาจเข้าไปแย่งหรือทำลายอาหารของสัตว์ป่า และอาจติดโรคจากสัตว์ป่าหรืออาจนำโรคติดต่อไปสู่สัตว์ป่าด้วย 
1.3 ไฟป่า ปัจจุบันการเกิดไฟป่าล้วนเกิดจากการกระทำของมนุษย์ เป็นการทำลายพืชอาหารของช้างป่า 
1.4 โครงการพัฒนาต่างๆ ในพื้นที่ป่า โครงการต่างๆ ที่ได้ดำเนินการในพื้นที่ป่าย่อมส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ของป่า และสัตว์ป่า เช่น การสร้างเขื่อนซึ่งเป็นการแยกป่าธรรมชาติออกจากกัน การตัดถนนผ่านป่าก็เช่นกันแล้วยังเป็นการทำให้มนุษย์เข้าไปรบกวนสัตว์ป่าได้ง่ายขึ้นด้วย


2. ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนและช้าง
ปัญหาความขัดแย้งระหว่างคนกับช้างเกิดขึ้นมานานนับตั้งแต่คนเข้าไปในพื้นที่ป่า ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยหากินของช้าง เกิดปัญหารุนแรงถึงขั้นต้องฆ่าช้าง และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงขึ้น ประเด็นของการเกิดข้อขัดแย้ง คือ ปัญหาการแย่งใช้พื้นที่ราบริมแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร และแหล่งหลบภัยที่สำคัญของช้าง ในฤดูฝนที่ยังมีอาหารสมบูรณ์ ช้างสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ แต่เมื่อถึงฤดูแล้งอาหารและน้ำขาดแคลน ช้างจึงต้องเข้ามาหากินผลผลิตทางการเกษตรในพื้นที่เกษตรกรรมของมนุษย์ ปัญหานี้ได้เกิดกับหลายประเทศ ซึ่งมีการลดปัญหาลงได้บ้าง ในประเทศไทยยังมีพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้งค่อนข้างรุนแรง 7 พื้นที่ ได้แก่ อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน อุทยานแห่งชาติกุยบุรี อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ อุทยานแห่งชาติทับลาน-ปางสีดา เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเขาอ่างฤาไน เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูหลวง 


3. ปัญหาด้านการขยายพันธุ์
3.1 อัตราส่วนระหว่างช้างเพศผู้และเพศเมียในวัยเจริญพันธุ์ไม่เหมาะสม การล่าช้างเพศผู้เพื่อเอางา ทำให้ช้างมีงาที่ควรจะเป็นพ่อพันธุ์ลดลง ส่งผลให้พันธุกรรมของช้างงาลดลง เกิดการจำกัดความหลากหลายทางพันธุกรรม 
3.2 การผสมเลือดชิด (Inbreeding) การที่ช้างอยู่ในพื้นที่ที่มีถนนหรือสิ่งกีดขวางใดๆที่ทำให้ช้างไม่สามารถเดินทางติดต่อระหว่างพื้นที่หากินต่างๆ คล้ายกับการติดเกาะ ทำให้ช้างเกิดการผสมพันธุ์กันภายในประชากรเดียวกันและอาจเกิดการผสมพันธุ์ในหมู่เครือญาติ เกิดการผสมพันธุ์แบบเลือดชิด โอกาสเกิดลักษณะด้อยสูง ช้างมีความไม่สมบูรณ์หรือเป็นพาหะของโรคทางพันธุกรรมต่างๆสูงขึ้น


4. ปัญหาการล่าช้าง
  

4.1 การจับลูกช้างป่า มักดำเนินการโดยชาวกูยหรือชาวกะเหรี่ยงที่อาศัยในพื้นที่แนวชายแดนไทย-พม่า ซึ่งเป็นแหล่งที่มีช้างป่าอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันนิยมจับลูกช้างป่ามาขาย เพราะสามารถจับได้ไม่ยากนักและขนส่งได้ค่อนข้างสะดวก อีกทั้งตลาดการค้าช้างต้องการลูกช้างมากกว่าช้างวัยรุ่น บริเวณที่มีการจับลูกช้างมาขาย ได้แก่ พื้นที่แถบชายแดนไทย-พม่า ตั้งแต่ อ.อุ้มผาง จ.ตาก ลงไป อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์ อ.เมือง จ.ระนอง และแถบชายแดนไทย-มาเลเซีย ที่ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส ผู้รับซื้อส่วนมากคือกลุ่มฝึกช้างจาก ต.บ้านค่าย อ.เมือง จ.ชัยภูมิ เพื่อนำไปฝึกแสดงละครช้างเร่ หรือแสดงตามปางช้างเอกชน โรงแรม และรีสอร์ท การนำลูกช้างออกจากป่านั้นจำเป็นต้องฆ่าแม่ช้างก่อน เพราะแม่ข้างจะหวงลูกมากและลูกช้างจะอยู่กับแม่ตลอดเวลา ลูกช้างที่ยังไม่หย่านม ในช่วงอายุ 8 เดือน-2 ปี จะมีปัญหาทางสุขภาพ เช่น ท้องเสีย กระดูกบาง และต้องตายในที่สุด 
4.2 การล่าช้างเอางา การค้างาช้างในประเทศไทยมีมานานนับเป็นพันปี งาช้างส่วนใหญ่จะถูกนำไปใช้แกะสลักเพื่อเป็นเครื่องประดับ และเครื่องบูชาที่มีมูลค่าสูง แหล่งแกะสลักงาช้างที่มีชื่อเสียงของประเทศไทยคือ อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ และกรุงเทพฯ ลูกค้าที่นิยมซื้องาช้างมักเป็นนักท่องเที่ยวจากเอเซียตะวันออก เช่น จีน ฮ่องกง เกาหลี ไต้หวัน และญี่ปุ่น เป็นต้น 
4.3 การล่าช้างเพื่อเอาอวัยวะอื่นๆ การล่าช้างเพื่อเอาอวัยวะ เช่น งวง หาง และอวัยวะเพศของช้างตัวผู้ เป็นผลพลอยได้จากการล่าช้างเอางาหรือลูกช้างเท่านั้น 

5. ปัญหาด้านขาดการจัดการ
5.1การขาดหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ปัจจุบันยังไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบเรื่องช้างโดยตรง ทำให้ไม่มีการจัดการที่มีระบบระเบียบแบบแผนที่เหมาะสม หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับช้างป่าในปัจจุบันคือ สำนักอนุรักษ์สัตว์ป่า กรมป่าไม้ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีภาระหน้าที่มากมายหลายด้าน ทำให้การจัดการช้างป่าในปัจจุบันยังมีไม่เพียงพอ 
5.2 การขาดแคลนบุคลากร การมีบุคลากรไม่เพียงพอทำให้การดำเนินงานไม่มีประสิทธิผลเพียงพอ เช่น การขาดแคลนนักวิจัย ทำให้ขาดข้อมูลพื้นฐานและความรู้ที่ทันสมัย ทำให้ขาดข้อมูลที่จะนำไปใช้งานได้ การขาดแคลานเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่า ทำให้การดูแลป้องกันพื้นที่เป็นไปอย่างจำกัด 
5.3 การขาดแคลนงบประมาณ การขาดแคลนงบประมาณในการดำเนินงานทำให้กาดำเนินการต่างๆเป็นไปอย่างจำกัดและไม่ต่อเนื่อง เช่น การตรวจจับผู้ลักลอบกระทำผิดในการล่าช้าง บุกรุกพื้นที่ป่า และการขาดงบประมาณในการวิจัยก็ทำให้ไม่ได้ข้อมูลที่จำเป็นด้วย
5.4 การขาดแผนแม่บทในการจัดการช้างป่า เนื่องมาจากการขาดแคลนบุคลากรและงบประมาณ ทำให้ขาดข้อมูลด้านปัญหา และข้อมูลที่ทันสมัย รวมถึงแนวทางแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม ที่เพียงพอในการจัดทำแผนแม่บท ส่งผลให้การดำเนินงานเกี่ยวกับช้างป่าขาดทิศทางที่แน่นอน มีเพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และบางครั้งเกิดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน 
5.5 การขาดการประชาสัมพันธ์ให้เห็นคุณค่าของช้างป่า การประชาสัมพันธ์จะทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสถานการณ์ ปัญหาของช้างป่า ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการอนุรักษ์จากสาธารณชนอย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพ 


ปัญหาของช้างเลี้ยง


1.ปัญหาด้านการผสมพันธุ์
1.1 ช้างไม่มีโอกาสจับคู่ผสมพันธุ์ สภาพการเลี้ยงช้างในปัจจุบัน ควาญมักเลี้ยงช้างของตนแยกจากช้างตัวอื่นๆ เพื่อลดปัญหาการแย่งอาหาร และการต่อสู้ระหว่างช้าง บางพื้นที่นิยมเลี้ยงเฉพาะช้างเพศเมียเนื่องจากมีปัญหาการตกมันน้อย หรือการใช้ช้างทำงานตลอดวัน ทำให้ช้างไม่มีโอกาสในการจับคู่ผสมพันธุ์ และระหว่างที่ช้างจับคู่ผสมพันธุ์จะไม่ยอมทำงานและไม่ยอมให้ควาญเข้าใกล้ อีกทั้งยังอาจทำร้ายควาญด้วย หากช้างเพศเมียตั้งท้องก็จะไม่ทำงานทำให้ควาญเสียรายได้ และยังต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลช้างและลูกช้างอีกด้วย ดังนั้นควาญจึงมักไม่ยินยอมให้ช้างจับคู่ผสมพันธุ์ 
1.2 สุขภาพช้างไม่สมบูรณ์ การเลี้ยงดูช้างไม่ดี ให้ช้างทำงานหนักและไม่ได้รับอาหารอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันการตกมัน ทำให้ช้างมีสุขภาพไม่แข็งแรง ความสามารถในการสืบพันธุ์ก็จะลดลง 
1.3 ค่าใช้จ่ายในการผสมพันธุ์ การผสมพันธุ์ช้างเลี้ยงเจ้าของช้างต้องเสียค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างช้างต่างเพศมาผสมพันธุ์ โดยไม่มีการรับรองผลว่าจะผสมพันธุ์ติดหรือไม่ หากผสมพันธุ์ไม่ติดก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างใหม่อีกครั้ง ซึ่งเจ้าของช้างมักไม่ยินยอมเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้ 
1.4 ความสามารถในการผสมพันธุ์ของช้างเพศผู้มีน้อย ในธรรมชาติสมาชิกของช้างในโขลงจะประกอบด้วยช้างเพศเมียที่มีอายุต่างกัน และลูกช้างในวัยแรกเกิดไปจนถึงก่อนวัยรุ่น เมื่อลูกช้างเข้าสู่วัยรุ่นจะแสดงพฤติกรรมทางเพศต่อช้างตัวอื่น ช้างเพศเมียในโขลงจะขับไล่ช้างเพศผู้ออกไปจากโขลง เป็นกลไกในการป้องกันการผสมพันธุ์แบบเลือดชิด ช้างที่ถูกขับไล่อาจจะรวมโขลงกับช้างเพศผู้ตัวอื่นๆเกิดการเรียนรู้พฤติกรรมต่างๆ แต่ปัจจุบันความญมักเลี้ยงช้างแยกจากกันทำให้ขาดการถ่ายทอดพฤติกรรมด้านต่างๆ ช้างเพศผู้วันรุ่นหลายเชือกจึงแสดงพฤติกรรมการผสมพันธุ์ไม่เป็น 
1.5 การตายของลูกช้างแรกคลอด ในธรรมชาติแม่ช้างจะมีช้างแม่รับ ซึ่งเป็นช้างเพศเมียในโขลงที่มีความคุ้นเคยกับแม่ช้าง และมักมีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกมาแล้ว คอยช่วยขณะคลอดและช่วยเลี้ยงลูกช้าง แต่ช้างเลี้ยงใกล้คลอดมักถูกนำมาไว้ใกล้บ้านมนุษย์ ส่งผลให้ช้างเกิดความเครียด อาจทำให้แม่ช้างทำร้ายลูกช้าง เลี้ยงลูกไม่เป็น หรืออาจมีการผลิตน้ำนมน้อยลง ลูกช้างจะได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เกิดปัญหาต่อสุขภาพของลูกช้าง เช่น ท้องร่วง และกระดูกบาง เป็นต้น บางตัวอาจถึงกับเสียชีวิต 


2. ปัญหาการใช้งานช้างเลี้ยงอย่างไม่เหมาะสม
2.1 การใช้ช้างประกอบธุรกิจทำไม้ผิดกฎหมาย ช้างที่ถูกนำมาใช้ในธุรกิจที่ผิดกฎหมายนี้มักพบปัญหาต่างๆ ดังนี้ 

– ช้างถูกทารุณกรรม เช่น การบังคับให้ทำงานหนัก การใช้ไฟเผาก้นช้างเพื่อกระตุ้นให้ช้างลากซุง การลงโทษช้างอย่างรุนแรง ช้างเหล่านี้ไม่ได้รับการพักผ่อน สุขภาพทรุดโทรม มีบาดแผลติดเชื้อ บางเชือกอาจมีปัญหาที่ตา น้ำตาไหลมาก หรือตาบอด
– การให้ช้างกินยาแอมเฟตามีน หรือยาบ้า โดยการผสมในอาหารของช้าง เพื่อให้ช้างทำงานได้มากขึ้น เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน ช้างก็เกิดอาการติดยา เมื่อไม่ได้รับยาจะมีอาการอาเจียน เบื่ออาหาร ง่วงซึม ไม่มีแรง และเกิดปัญหาที่ตับและไต ทำให้ช้างเสียชีวิตในที่สุด
– การใช้ช้างตกมัน หรือช้างดุร้ายที่เคยฆ่าคนทำงาน เนื่องจากช้างตกมันจะมีกำลังมากกว่าปกติ ส่วนช้างที่เคยฆ่าคน ควาญช้างมักหนีการจับกุม หรือถูกช้างฆ่าตายไปแล้ว ราคาจะถูก ช้างกลุ่มนี้อาจฆ่าคนได้อีก ซึ่งมักใช้การแก้ปัญหาโดยการยิงทิ้ง
2.2 การใช้ช้างเดินเร่ร่อนในเมืองใหญ่ จากการปิดชายแดนไทย-กัมพูชา รายได้ของชาวกูยลดลง ประกอบกับภาวะการว่างงานในฤดูแล้ง แต่ยังมีภาระในการเลี้ยงดูช้างและครอบครัว จึงเริ่มมีการนำช้างเดินทางไปทั่วประเทศ เพื่อให้บริการลอดท้องช้าง ขายอาหารช้าง และรับบริจาคจากบุคคลทั่วไป โดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2538 ทางกรุงเทพมหานครประกาศห้ามมิให้ช้างเหล่านี้เดินหารายได้ในเขตกรุงเทพฯ โดยการบังคับใช้ตามพระราชบัญญัติรักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ. 2535 มีบทลงโทษผู้ฝ่าฝืน คือ ปรับไม่เกิน 500 บาท กลุ่มช้างเร่ร่อนจึงพากันเปลี่ยนไปหากินในพื้นที่ปริมณฑลรอบๆกรุงเทพฯและตามจังหวัดต่างๆ ทำให้เกิดปัญหากับช้าง คือ 
– อุบัติเหตุ ช้างถูกรถชน เนื่องจากผู้ขับขี่ยานพาหนะมองไม่เห็นช้างที่มักสัญจรบนท้องถนนในช่วงเวลากลางคืน หรือช้างตกท่อ เนื่องจากฝาท่อรับน้ำหนักของช้างไม่ไหว

– มลพิษในเมือง มลพิษจากฝุ่นโลหะหนักในอากาศ อาจเกิดความผิดปกติในระบบทางเดินหายใจของช้าง แสงจ้าและฝุ่นที่อบอวลอาจระคายเคืองตาซึ่งอาจเกิดแผลที่กระจกตา เกิดอาการติดเชื้อจนทำให้ช้างตาบอดได้ ส่วนมลพิษทางเสียงอาจทำให้ช้างตกใจวิ่งเตลิดไป ทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าช้างตกมันและต้องจบชีวิตลงด้วยการวิสามัญฆาตกรรม
– คุณภาพอาหาร อาหารที่ให้ช้างอาจเน่า หรือมีสารพิษปนเปื้อน เช่นยาฆ่าแมลง ทำให้เกิดความผิดปกติต่อระบบทางเดินอาหารของช้าง
– พฤติกรรมของมนุษย์ บางครั้งการแสดงออกโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์อาจเกิดผลเสีย เช่น การเข้าไปทางด้านหลังของช้าง การยื่นอาหารแบบหลอกล่อ อาจนำมาซึ่งการสูญเสียชีวิตมนุษย์ได้
2.3 การใช้ช้างแสดงละครเร่ ปัญหาที่พบคือการลักลอบล่าช้างป่าเพื่อนำลูกช้างมาฝึกแสดง ลูกช้างมักมีอายุน้อยและยังไม่หย่านม อาจเสียชีวิตระหว่างการขนส่ง
– การฝึกลูกช้างในท่าฝืนธรรมชาติ เช่น หกสูง การไต่บนสะพานไม้แผ่นเดียว การยืนบนถัง ช้างอาจได้รับบาดเจ็บหรือพิการ หรือเสียชีวิตระหว่างการฝึก นอกจากนี้ช้างที่ผ่านการฝึกอย่างทารุณเมื่อโตขึ้นมักจะเป็นช้างที่ก้าวร้าว 
          
3. การส่งช้างออกนอกประเทศ
การส่งช้างออกนอกประเทศส่วนใหญ่ให้เหตุผลเพื่อการเจริญสัมพันธไมตรีต่อมิตรประเทศ ระหว่างประมุขของประเทศ ระหว่างรัฐบาล หรือระหว่างสวนสัตว์ ซึ่งจำนวนช้างที่ส่งออกไปเพื่อภารกิจดังกล่าวแม้มีจำนวนน้อยมาก แต่ข้อที่น่าสังเกตและควรให้ความสำคัญ คือ ช้างที่ถูกส่งออกไปนอกประเทศล้วนแล้วแต่เป็นช้างที่มีลักษณะดี ทั้งร่างกายและอุปนิสัย ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นการลดประชากรช้างที่มีลักษณะทางพันธุกรรมที่ดีด้วยเช่นกัน


4. ปัญหาอื่นๆ
ปัจจุบันการจัดการช้างบ้านยังขาดแคลนบุคลากร และงบประมาณ ทำให้เกิดปัญหาที่ตามมาคือการขาดข้อมูลพื้นฐาน สำหรับวางแผนงานการจัดทำแผนแม่บท และการประชาสัมพันธ์ให้เห็นความสำคัญของช้าง

ช้างชนิดต่างๆ

๖ ข้อสำคัญของ “ช้างไทย”

สืบเนื่องจากที่ประเทศไทยเรามี “วันช้างไทย” เกิดขึ้น ซึ่งถือเป็นการยกย่องและให้เกียรติว่า “ช้าง” เป็นสัตว์ที่มีความสำคัญต่อชาติไทยแล้ว ในอดีตช้างยังเคยได้รับการยกย่องและเกียรติเสมอมา ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์รูปช้างเผือกในธงชาติ, ช้างเผือกที่เป็นสัญลักษณ์ของประเทศ หรือแม้กระทั่งเป็นถึงสัตว์คู่พระบารมีของพระมหากษัตริย์เลยทีเดียว เหตุใดคนไทยถึงให้ความสำคัญกับ “ช้าง” มาโดยตลอด เนื่องในวันช้างไทยปีนี้ IDG จึงขอนำเสนอเรื่องราว 6 ข้อสำคัญของช้างไทย เพื่อให้เราได้เห็นคุณค่าและความสำคัญของช้างไทยกันครับ

๑. ช้างเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ไทย เป็นสัตว์ที่ดำรงอยู่คู่กับประเทศไทยมาเป็นเวลานาน ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ สยามประเทศเคยใช้ธงชาติเป็น รูปช้างเผือก ชาวไทยเชื่อกันว่าช้างเผือกเป็นสัตว์คู่บารมีของพระมหากษัตริย์ ช้างเผือกจึงได้รับการยกย่องเสมือนเจ้านายชั้นเจ้าฟ้า

๒. ช้างเป็นผู้ปกป้องเอกราชแห่งชาติไทย ประวัติศาสตร์ชาติไทยได้จารึกไว้ว่า “ช้าง” ได้เข้ามามีส่วนในการปกป้องเอกราชและความเป็นชาติให้แก่ชาวไทยหลายยุคหลายสมัย ในสมัยกรุงธนบุรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ก็ทรงรวบรวมชายไทยให้เป็นปึกแผ่นและมั่นคงบนหลังช้างทรงพระที่นั่ง และในสมัยพระบาทสมเด็จพระนเรศวรมหาราชก็ได้ทรงประกาศเอกราชและความเป็นชาติ

๓. ช้างในพระราชพิธีสำคัญต่างๆ เมื่อแรกเริ่มการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์นั้น “ช้าง” คือพาหนะสำคัญที่อัญเชิญพระพุทธมณีรัตนปฏิมากรแก้วมรกต มาสถิตย์ ณ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม นอกจากนี้ในงานพระราชพิธีต่างๆ อาทิ พระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา, งานพระราชพิธีฉัตรมงคล จะต้องนำช้างเผือกแต่งเครื่องคชาภรณ์ ไปยืนที่แท่นเกยช้างด้านตะวันตกของพระที่นั่งดุสิตาภิรมย์ในพระบรมมหาราชวัง เพื่อประกอบพระเกียรติยศ

๔. ช้างสร้างความสัมพันธ์ไมตรีระหว่างประเทศ ในสมัยรัชกาลที่ 5 เสด็จประพาสสิงคโปร์ และเบตาเวีย (จาการ์ตา) ประเทศอินโดนีเซีย ได้พระราชทานช้างสำริดให้แก่ทั้ง 2 ประเทศนี้ เพื่อสร้างสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศไทย

๕. ช้างใช้เป็นพาหนะในการคมนาคม ในยุคสมัยที่การคมนาคมยังไม่เจริญเทียบเท่ากับในปัจจุบัน มนุษย์ยังไม่ได้มีการพัฒนาเครื่องจักรต่างๆ สำหรับนำมาใช้เป็นเครื่องทุ่นแรงเพื่อการขนส่งของ ช้างจึงเป็นพาหนะที่ดีและมีประสิทธิภาพที่สุดสำหรับมนุษย์ เนื่องจากช้างเป็นสัตว์ที่มีขนาดใหญ่ มีความเฉลียวฉลาด และมีพละกำลังมหาศาล ช้างจึงสามารถขนส่งสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในปริมาณมากได้เป็นอย่างดี

๖. ช้างในอุตสาหกรรมทำไม้ การใช้ช้างทำไม้ในประเทศไทยนั้น เริ่มตั้งแต่การล้มไม้, การทอนไม้ซุง, การขนส่งไม้ ไปจนถึงโรงงานหรือตลาดการค้า ซึ่งในแง่ของการอนุรักษ์ป่าไม้ และระบบการจัดการป่าไม้ในประเทศไทย การใช้ช้างชักลากไม้นับว่าเหมาะสมมาก เพราะช้างสามารถเดินไปได้โดยไม่ทำลายกล้าไม้ต้นเล็กๆ ไม่ทำให้ดินแน่น ไม่ต้องตัดถนนหนทางให้มากเส้น นอกจากนี้ช้างยังขึ้นเขาได้ดี และมีอายุการใช้งานนานถึง 50 ปี อีกด้วย

นักวิทย์เผย ช้างเพศผู้ไม่ได้รักสันโดษอย่างที่คิด

การศึกษาที่ตีพิมพ์ใน Scientific Reports เผยข้อมูลการบันทึกวิดีโอสอดส่องพฤติกรรมของช้างพลายป่าแอฟริกัน 1,264 ครั้ง ที่เดินทางไปยังแม่น้ำโบเตติ ในบอสวานา ช่วงปี ค.ศ. 2017-2018 และพบว่าช้างพลายป่าที่อายุน้อยไม่ได้อยู่ลำพัง และมักจะอยู่ร่วมกับฝูงช้างพลายที่แก่กว่าเสมอ

โดยปกติแล้วเข้าใจกันว่า ช้างเพศเมียที่มีวุฒิภาวะและมีประสบการณ์ จะเป็นผู้นำที่รวมฝูงช้างป่าเข้าไว้ด้วยกัน แต่จากการศึกษาชิ้นล่าสุดนี้ ได้หักล้างข้อสังเกตเดิมที่ว่าช้างเพศผู้เป็นสิ่งมีชีวิตที่รักการอยู่แบบสันโดษ และมักจะย้ายออกจากฝูงของแม่เมื่อมีอายุได้ 10-20 ปี เพราะในการศึกษานี้พบว่า ช้างพลายอายุน้อย จะเลือกอาศัยอยู่กับช้างพลายที่อายุมากกว่า

ทีมวิจัยพบว่า ช้างตัวผู้อายุน้อย จะติดสอยห้อยตามช้างป่ารุ่นพี่ไปทุกหนทุกแห่ง และช้างพลายอาวุโสจะมีบทบาทสำคัญต่อสังคมช้างที่สลับซับซ้อนนี้ด้วย รายงานชิ้นนี้นับเป็นครั้งแรกที่มุ่งศึกษาพฤติกรรมช้างป่าในแอฟริกาและการศึกษานี้ยังลงลึกไปถึงพฤติกรรมของช้างเอเชียในรูปแบบเดียวกันด้วย

ไดอานา ไรส์ ผู้อำนวยการโครงการด้านพฤติกรรมสัตว์ป่าและการอนุรักษ์ จาก Hunter College ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการวิจัยชิ้นใหม่นี้ มองว่า ช้างเพศผู้ที่มีวุฒิภาวะจะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำฝูงอยู่เสมอ

ถ้าเปรียบเทียบกับสังคมมนุษย์ คนรุ่นปู่หรือตาจะได้รับการเคารพนับถือจากผลงานในอดีตที่พวกเขาสั่งสมมา เช่น การช่วยเหลือเลี้ยงดูบุตรหลาน และส่งต่อความรู้ความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาหลายทศวรรษให้กับลูกหลาน และพฤติกรรมการให้คุณค่าแก่คนสูงอายุกว่า ปรากฏในสังคมของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น อย่างเช่น โลมา วาฬ และช้าง

คอนนี่ แอลเลน นักชีววิทยาผู้ร่วมเขียนงานวิจัยชิ้นนี้ เพิ่มเติมว่านักวิทยาศาสตร์มีความเข้าใจถึงรูปแบบฝูงช้างที่นำโดยช้างเพศเมียมาโดยตลอด แต่ช้างเพศผู้มีชีวิตสังคมที่ซับซ้อนกว่านั้นมาก และการเข้าร่วมกลุ่มของพวกมันไม่ได้จำกัดเฉพาะกลุ่มก้อนทางสายเลือดเท่านั้น

แอลแลน ยกตัวอย่างพฤติกรรมของช้างพลายในวัยหนุ่มจำนวนหนึ่ง ซึ่งถูกส่งไปอยู่ในอุทยานที่ Pilanesberg ในแอฟริกาใต้ ช่วงกลางคริสต์ทศวรรษที่ 1990 ในช่วงแรกช้างหนุ่มเหล่านี้มีพฤติกรรมก้าวร้าว และสังหารแรดขาวไปกว่า 40 ตัว แต่พฤติกรรมของพวกมันเริ่มเปลี่ยนไป หลังจากมีช้างที่อาวุโสกว่า 6 ตัวเข้ามาอยู่ร่วมในอุทยานแห่งนี้

คาร์ล ซาฟีนา นักนิเวศวิทยาจาก Stony Brook University ซึ่งไม่ได้เข้าร่วมในการศึกษาชิ้นนี้ บอกว่า ช้างอาวุโสจะมีบทบาทในการสร้างความสงบเรียบร้อยในสังคมช้างได้

อย่างไรก็ตาม ช้างป่าอายุมากตกเป็นเป้าหมายของผู้ค้าสัตว์ป่า ที่ออกล่างาช้างขนาดใหญ่ของช้างพลายป่าโตเต็มวัย ทางทีมวิจัย จึงเรียกร้องให้มีการปรับปรุงแผนการอนุรักษ์ช้างป่าที่คำนึงถึงการอนุรักษ์ช้างป่าอาวุโสเข้ามาด้วย

เกี่ยวกับช้าง

11 เรื่องน่าทึ่งของช้าง

ข้อเขียนนี้ให้เป็นส่วนหนึ่งของการไว้อาลัยให้กับ “ช้าง 11 ตัว” ที่สังเวยให้น้ำตกเหวนรก อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ ซึ่ง ณ เวลานี้ ทางกรมอุทยานฯ ตอบรับข้อเสนอจากคนรักช้างที่เดิมพันชีวิตตัวเอง ด้วยการอดข้าวประท้วง นัดประชุมหามาตรการป้องกันเหตุซ้ำรอยอย่างยั่งยืนแล้ว

เนื่องจากมีช้างที่ตายไป 11 ตัว จึงขอรวบรวมข้อมูลน่าทึ่งของช้าง 11 เรื่อง มาให้ทำความรู้จักกันเพลินๆ

1.ดีเอ็นเอช้าง เผยความจริงออกมาว่า ช้างในโลกไม่ได้มีแค่ 2 สายพันธุ์อีกต่อไป แต่มี 3 สายพันธุ์ ประกอบด้วย ช้างแอฟริกันทุ่ง African Savanna Elephant ช้างแอฟริกันป่า African Forest Elephant และช้างเอเชีย Asian Elephant โดยญาติที่ใกล้ชิดช้างมากที่สุด ที่ยังมีชีวิตในโลกนี้ กลับเป็นสัตว์ตัวหนักแค่ 5-6 กิโลกรัม หน้าตาคล้ายหนู ขนฟูหนา ชื่อว่า Rock Hyrax

2.ช้างครองตำแหน่งที่สุดในโลกหลายอย่าง เช่น ตัวผู้ของช้างแอฟริกันทุ่ง คว้าเข็มขัดแชมป์ “สัตว์บกที่ใหญ่ที่สุดในโลก” ขณะที่ช้างตัวเมีย ครองมงฯ “สัตว์ตั้งท้องนานที่สุดในโลก” นานถึง 22 เดือน (เหนือกว่าพวกวาฬทุกชนิด) พอตกลูกออกมา ลูกที่โตในท้องก็มีน้ำหนักร่วม 100 กิโลกรัมไปแล้ว

3.ช้างเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดเดียวในโลก ที่กระโดดไม่เป็น และก็วิ่งไม่เป็นเช่นกัน ทำได้อย่างมากก็แค่เดินเร็ว (นิยามการวิ่งของสัตว์ 4 เท้า ต้องมีจังหวะที่เท้าทั้ง 4 ลอยจากพื้น แต่ช้างจะมี 2 เท้าที่ยันพื้นเสมอ แม้ตอนเร่งความเร็วสูงสุด) ถึงกระนั้น แค่เดิน “เหย่าๆ” ก็เร็วกว่าการวิ่งสุดฝีเท้าของคนอยู่ดี

4.ใบหูช้าง เป็นศูนย์รวมของเส้นเลือด เมื่อกางและกระพือ จะช่วยลดอุณหภูมิให้กับเลือดและร่างกายได้ (คล้ายการทำงานของหม้อน้ำรถยนต์ หรืออินเตอร์คูลเลอร์ของเทอร์โบ) มีการตั้งข้อสังเกตว่า ช้างแอฟริกัน ไม่ได้เด่นแค่ใบหูที่ใหญ่กว่าช้างเอเชีย แต่ใบหูยังมีรูปทรงคล้ายทวีปแอฟริกา นับว่าแปลกไม่ใช่เล่น

5.ช้างในธรรมชาติเป็นสัตว์อายุยืน อายุขัยใกล้เคียงกับคนที่ประมาณ 70 ปี แต่กลับมีอายุสั้นแทบไม่ถึง 20 ปี เมื่อต้องมาอยู่ในคอกเลี้ยง โดยช้างเลี้ยงที่ไม่มีโอกาสได้เดินไกลตามแบบฉบับของช้างป่า มักป่วยด้วยโรคข้ออักเสบ โรคติดเชื้อต่างๆ รวมถึงวัณโรค (ต่างจากสัตว์อีกหลายชนิด กลับมีอายุยืนในกรงขัง มากกว่าการอยู่ในธรรมชาติ)

6.ช้างเป็นสัตว์ “ชอบโซเชียล” กล่าวคือมีสังคมและความสัมพันธ์ในโขลงอันแน่นแฟ้น โดยเฉพาะเมื่อมีลูกช้างน้อยเป็นสมาชิกใหม่ บรรดาช้างตัวเมียที่เป็น “พี่-ป้า-น้า-อา” จะเข้ามาร่วมเลี้ยงเด็กด้วย ความเร็วในการเคลื่อนที่ของโขลงก็จะลดลง ให้พอดีกับสปีดการเดินของช้างน้อย

มีการสันนิษฐานว่าความผูกพันในครอบครัวช้างนี้เอง เป็นที่มาของโศกนาฏกรรมที่เหวนรก พอช้างน้อยพลาดท่า ช้างญาติผู้ใหญ่ที่คิดจะช่วย ก็เลยพลาดตาม

7.ช้างผ่านการทดสอบจากนักวิทยาศาสตร์ ว่าเป็นหนึ่งในสัตว์ไม่กี่ชนิดในโลก ที่จดจำตัวเองในกระจกเงาได้ นอกเหนือจากมนุษย์ ลิงเอปใหญ่ โลมา และพวกนกสาลิกา (Magpie)

8.ช้างมีหนังที่หนามากร่วม 1 นิ้ว แต่ก็มีบางจุดที่หนังบาง จุดอ่อนที่มีนี้เอง ทำให้ช้างกลัวผึ้ง และนำมาสู่นวัตกรรมการสร้างรั้วผึ้งกันช้างอันได้ผลดี ซึ่งในประเทศไทยก็เริ่มมีคนนำมาใช้บ้างแล้ว

นอกจากผึ้งแล้ว งานวิจัยพบว่าช้างก็กลัวมดด้วย โดยช้างจะหลีกเลี่ยงไม่กินต้นพืชที่มีรังมด เพราะมดอาจทำอันตรายต่อจุดบอบบางได้เช่นเดียวกับผึ้ง

9.งานวิจัยในต่างประเทศ พบว่าช้างใช้เสียงสื่อสารกันและกันอย่างซับซ้อน โดยสามารถสร้างเสียงได้ร่วม 70 แบบ มีทั้งเสียงแปร๋นราวกับเป่าทรัมเปต ไปจนถึงคลื่นเสียงที่เกินกว่าหูมนุษย์จะได้ยิน

แต่ที่พีคสุด เป็นการส่งคลื่นเสียงผ่านขาไปที่พื้นดิน ซึ่งช้างอื่นสามารถรับเสียงนี้ได้ แม้อยู่ห่างกันเป็น 10 กิโลเมตร โดยเสียงจากพื้นดินจะสะเทือนขึ้นมาตามขาหน้า เข้าไปที่หูชั้นกลาง

10.ช้างสามารถแสดงอาการคล้ายมนุษย์ ตอนทำพิธียืนไว้อาลัยต่อผู้เสียชีวิต โดยเมื่อช้างผ่านมาเจอกองกระดูกเก่าของช้างที่พวกมันรู้จัก จะมีอาการเศร้าสร้อย พร้อมกับยืนสงบนิ่งหลายนาที

อย่างไรก็ตาม “ป่าช้าช้าง” แบบในนิยายป่าดง ซึ่งว่ากันว่า เป็นสถานที่ที่ช้างจะมาตายรวมกัน และถ้าใครค้นพบจะกลายเป็นมหาเศรษฐีจากงาช้างจำนวนมหาศาล มันไม่มีจริงในโลก

11.”ช้างศึก” ที่มี “ซามูไร” เป็นคนเลี้ยง กำลังไปได้สวย และเป็นความหวังครั้งใหม่ของคนไทยทั้งชาติ!